วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สรุปบทที่ 3

บทที่3 การพัฒนาระบบสารสนเทศ
การวางแผนระบบสารสนเทศ
1. แนวคิด      จากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจปัจจุบันได้เกิดสภาวการณ์การแข่งขันในทางธุรกิจที่รุนแรงยิ่งขึ้นธุรกิจได้นำข้อมูลและสารสนเทศ ใช้เป็นอาวุธสำคัญสำหรับการกำหนดกลยุทธ์ทางการแข่งขัน  การตอบโต้กับสภาพแวดล้อมธุรกิจ  ดังนั้นธุรกิจจึงจำเป็นต้องวางแผนระบบสารสนเทศซึ่งกลายเป็นส่วนประกอบที่สำคัญต่อการพัฒนาระบบสารสนเทศ โดยเฉพาะการใช้วิธีพื้นฐานด้านการพัฒนาระบบ จากบนลงล่าง เพื่อกำหนดถึงระบบที่ต้องการพัฒนา
                ศุภิสราพร สุธาทิพยะรัตน์ (2548, หน้า 153) ให้คำจำกัดความว่า การวางแผนระบบสารสนเทศ คือ การคาดการณ์ผลลัพธ์ของกานำระบบสารสนเทศมาใช้ ประกอบการดำเนินงานทางธุรกิจ ตลอดจนการกำหนดวิธีปฏิบัติเพื่อให้ระบบสารสนเทศที่นำมาใช้บรรลุเป้าหมายขององค์การที่ตั้งไว้ล่วงหน้า  ดังนั้นผลที่ได้จากการวางแผนระบบสารสนเทศก็คือ แผนกลยุทธ์ด้านระบบสารสนเทศ ที่สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับแผนกลยุทธ์ขององค์การนั่นเอง
2. กลยุทธ์ธุรกิจ   การวางแผนระบบสารสนเทศมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับกลยุทธ์ธุรกิจ  ดังนั้นก่อนที่ทำการวางแผนระบบสารสนเทศควรมีความเข้าใจความหมายของกลยุทธ์ธุรกิจและการกำหนดกลยุทธ์ธุรกิจ มีรายละเอียดดังนี้
                2.1 ความหมาย   ณัฐพันธ์ เขจรนันท์และไพบูลย์ เกียรโกมล (2548, หน้า 212)  ได้กล่าวว่า ในอดีตกลยุทธ์ หมายถึง ศาสตร์หรือศิลป์ที่ใช้ในการบังคับบัญชากองทัพ ต่อมามีการนำกลยุทธ์ ไปใช้ในหลากหลายแนวทาง โดยเฉพาะส่วนการดำเนินงานเชิงรุกของธุรกิจภายในข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมภายนอกซึ่งทวีความรุนแรงทั้งจากความซับซ้อนของการดำเนินงานและการแข่งขันทางธุรกิจ โดยกลยุทธ์ทางธุรกิจสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับดังนี้
                                2.1.1 กลยุทธ์ระดับบริษัท
                                2.1.2  กลยุทธ์ระดับหน่วยธุรกิจ
                                2.1.3  กลยุทธ์ระดับหน้าที่งาน
                2.2 การกำหนดกลยุทธ์ธุรกิจ   Porter (as quoted in Romney & Steinbart, 2003)  ให้ความเห็นว่า ธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จต้องมีการส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพ หรือสินค้าที่มีราคาต่ำหรือทั้งสองอย่างให้กับลุกค้า สรุปกลยุทธ์พื้นฐาน 2 กลยุทธ์ดังนี้
                                กลยุทธ์ที่ 1 ต้นทุนต่ำที่สุด คือการใช้กลยุทธ์การบริหารต้นทุนดำเนินงานของธุรกิจให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
                                กลยุทธ์ที่ 2 ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ คือ การใช้กลยุทธ์ด้านการสร้างจุดเด่นของสินค้าหรือบริการ ให้มีความแตกต่างจากคู่แข่งขันทางธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดกลยุทธ์เพื่อวางตำแหน่งของธุรกิจ 3 วิธีดังนี้
                วิธีที่ 1 กลยุทธ์แบบหลากหลาย
                วิธีที่ 2 กลยุทธ์แบบสนองความต้องการ
                วิธีที่ 3 กลยุทธ์แบบการเข้าถึง
3. กระบวนการวางแผน   
                ศุภิสราพร สุธาทิพยะรัตน์ (2548, หน้า 153) จำแนกกระบวนการวางแผนระบบสารสนเทศไดเป็น 5 ขั้นตอนดังนี้
                ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ ถือเป็นงานแรกของการวางแผนระบบสารสนเทศ เพื่อให้ได้เป้าหมายและวัตถุประสงค์ นำมาใช้เป็นแนวทางการวางแผนในขั้นต่อไป
                ขั้นตอนที่ 2 การวางแผนสิ่งแวดล้อมเป็นการค้นหาผลกระทบที่มีต่อแผนรยะยาวของการนำระบบสารสนเทศมาใช้งาน พิจารณาถึงสิ่งแวดล้อม 2ส่วนดังนี้คือ
                                1. สิ่งแวดล้อมภายในองค์การ พิจารณาถึงความสามารถของบุคลากรภายในองค์การในการใช้ระบบสารสนเทศเป้าหมาย ตลอดจนการจัดเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับการฝึกอบรม
                                2. สิ่งแวดล้อมภายนอกองค์การ พิจารณาถึงปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งทางด้านฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ การเพิ่มสมรรถนะของระบบในอนาคตตลอดจนการจัดเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับการได้มาซึ่งเทคโนโลยีนั้นด้วย
                ขั้นตอนที่ 3 การจับประเด็นกลยุทธ์ เลือกทิศทางที่องค์การจะก้าวไปในอนาคตหรือในระยะยาวเพื่อการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
                ขั้นตอนที่ 4 การกำหนดนโยบาย การจัดทำแผนปฏิบัติงานในส่วนระบบสารสนเทศที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ ภายใต้แผนกลยุทธ์ระบบสารสนเทศ โดยใช้กลยุทธ์เป็นตังบ่งบอกถึงทิศทางที่ธุรกิจจะดำเนินไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และใช้นโยบายเป็นแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อให้องค์การสามารถดำเนินการด้านระบบสารสนเทศเป็นไปตามแผนกลยุทธ์
                ขั้นตอนที่ 5 การกำหนดขั้นตอนการทำงาน เป็นการนำนโยบายมาแตกย่อยเป็นวิธีและขั้นตอนการปฏิบัติงาน ถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมการทำงานของผู้ปฏิบัติงานตามขั้นตอนการวางแผน
4. การวางแผนเชิงกลยุทธ์   เพื่อนำมาใช้สำหรับสนับสนุนการดำเนินงานในเชิงรุกเพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขัน องค์การจะต้องทำการกำหนดแผนระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์ ทั้งในระยะยาวและระยะสั้น โดยมีกระบวนการที่แตกต่างจากกระบวนการวางแผนระบบสารสนเทศในข้อ 3 ดังนี้
                ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดภาระหน้าที่งานของสารสนเทศ
                ขั้นตอนที่ 2 การประเมินสภาวะแวดล้อม
                ขั้นตอนที่ 3 การกำหนดวัตถุประสงค์
                ขั้นตอนที่ 4 การกำหนดแนวทางกลยุทธ์
                ขั้นตอนที่ 5 การกำหนดนโยบายสารสนเทศ
                ขั้นตอนที่ 6 การสร้างแผนระยะยาวและระยะสั้น
                ขั้นตอนที่ 7 การดำเนินการตามแผนระยะสั้นและระยะยาวที่วางไว้
การเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ  จำแนกเป็น 2 หัวข้อ คือ
1. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบัน   เป็นการเกริ่นนำถึงเทคโนโลยีสารสนเทศที่นิยมนำมาใช้ในธุรกิจ  มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทั้งในด้านการติดต่อสื่อสารและการไหลเวียนผ่านระบบเครือข่าย ส่งผลให้มีการปรับโครงสร้างองค์การให้แบนราบและลดระดับชั้นของการจัดการลงเพื่อประโยชน์ด้านการติดต่อสื่อสาร มีจุดเน้นด้านการใช้ทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้สารสนเทศที่บุคลากรได้รับจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานของแต่ละบุคคลได้ ซึ่งองค์การนิยมำมาประยุกต์ใช้ในปัจจุบันมีดังนี้
1.1 เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์   ปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะใช้ฮาร์ดแวร์ขนาดเล็กลงและมีประสิทธิภาพการใช้งานที่สูงขึ้น
1.2 เทคโนโลยีฐานข้อมูล  ธุรกิจมีการใช้งานฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ในการจัดเก็บข้อมูล ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะนำเทคโนโลยีฐานข้อมูลเชิงวัตถุและฐานข้อมูลหลายมิติมาใช้งานทางธุรกิจร่วมกับเทคโนโลยีโกดังข้อมูล และเทคโนโลยีเหมืองข้อมูล
1.3 เทคโนโลยีอีคอมแมิร์ช  มักใช้ในองค์การที่เล็งเห็นความสำคัญในส่วนของการประกอบธุรกรรมทางการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิคส์ ในรูปแบบของการสับเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิคส์
1.4 เทคโนโลยีด้านการชำระหนี้ค่าสินค้าหรือบริการ  ปัจจุบันมีความร่วมมือระหว่างธนาคารและองค์การ ห้างร้านทั่วไป เป็นต้น
1.5 เทคโนโลยีด้านความมั่นคงของระบบข้อมูล  มีการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ร่วมกับระบบเครือข่ายข้อมูล จำเป็นจะต้องติดตั้งด่านกันบุกรุกซอฟแวร์ต่อต้านไวรัสหรือการจัดการรหัสผู้ใช้และรหัสผ่าน ตลอดจนมีการใช้เทคโนโลยีสแปมเพื่อช่วยในการกลั่นกรองอีเมล์ที่ไร้ประโยชน์
1.6 เทคโนโลยีการทำดิจิทัลให้เหมาะที่สุด  นิยมใช้ในสำนักงานไร้กระดาษ โดยการจัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิคส์ที่มีความเหมาะสม เกิดรูปแบบความร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีระหว่างองค์การ โดยเฉพาะองค์การคู่ค้าในการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิคส์นี้ร่วมกัน
1.7 เทคโนโลยีไร้สาย  เป็นรูปแบบการเคลื่อนย้ายข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งผ่านคลื่นอากาศ
1.8 เทคโนโลยีสำนักงานเสมือน คือ การทำงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้สำนักงาน โดยสามารถทำงานคนเดียวหรือทำงานเป็นกลุ่ม
1.9 เทคโนโลยีระบบประยุกต์ด้านการสื่อสาร ใช้ความสามารถด้านการสื่อสารแบบอิเล็กทรอนิคส์
2.แนวโน้มเทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคต
                Tunban et al. (2006, p. 27) ระบุแนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคต ซึ่งผู้บริหารขององค์การควรคำนึงถึง เพื่อทำการคัดเลือกเทคโนโลยีสรสนเทศ ซึ่งจะนำมาใช้ร่วมกับระบบสารสนเทศที่กำลังได้รับการพัฒนาทั้งในปัจจุบันและอนาคตดังนี้
                2.1 ชิป   จากอัตราส่วนต้นทุนต่อผลการปฏิบัติงานของชิป เป็นปัจจัยหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เป็นตัววัดพลังอำนาจของเครื่องคอมพิวเตอร์ถูกนำมาใช้ปฏิบัติงานแทนคนด้วยประสิทธิภาพที่เหนือกว่านับ 100 เท่า มีกฎข้อหนึ่ง เป็นที่รู้จักดีชื่อว่า กฎของมัวร์ ทำนายว่าพลังอำนาจด้านการประมวลผลของซิลิกอนชิปจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุกๆ 18 ปี ส่งผลให้ความเร็วในการประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเช่นเดียวกับกาลดลงของต้นทุนการประมวลผล
 2.2 หน่วยเก็บ  ปัจจุบันได้ปรับปรุงประสิทธิภาพของหน่วยเก็บควบคู่ไปกับความเร็วในการประมวลผลของชิป ความสามารถในการเก็บข้อมูลในปริมาณมากมีความจำเป็นต่อระบบประยุกต์ชั้นสูง มีการผลิตอุปกรณ์ใหม่ คิดค้นวิธีการใหม่ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณความจุของหน่วยเก็บ มีการผลิตหน่วยเก็บในลักษณะของเมโมรีสติ๊ก
                2.3 สภาพแวดล้อมเชิงอ็อบเจกต์  เป็นนวัตกรรมใหม่การเขียนดปรแกรมใหม่ๆ การบำรุงรักษาระบบสารสนเทศเทคโนโลยีเชิงอ็อบเจกต์   ช่วยสนับสนุนการใช้ข้อมูลร่วมกันและการนำข้อมูลกลับมาใช้ใหม่ ทั้งช่วยให้ผู้พัฒนาระบบสามารถเชื่อมต่อระบบสารสนเทศเข้าด้วยกันอย่างถาวร แทนที่การเชื่อมต่อระบบสารสนเทศอย่างชั่วคราว
                2.4 เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ซ่อมบำรุงด้วยตนเอง   มีการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ซ่อมบำรุงด้วยตนเอง ลำดับแรก เป็นเครื่องซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ชื่อ เอลิซา มีความสามารถในการคำนวณด้วยความเร็วสูงสุด ทั้งยังมีความสามารถซ่อมบำรุงและดำเนินงานเองโดยปราศจากการเข้าแทรกแซงของมนุษย์
                2.5 คอมพิวเตอร์แบบควอนตัม  เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกผลิตขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีนี้ มีความเร็วการประมวลผลที่สูงกว่าเครื่องซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ซึ่งมีความเร็วสูงสุดหลายร้อยเท่า
                2.6 นาโนเทคโนโลยี  ในอนาคตอาจมีการผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประกอบจากโมเลกุลที่มีความเร็วสูงสุด  มีโครงสร้างแบบคริสตัล มีขนาดเล็กมาจนสามารถพกติดตัวได้ ใช้ไฟน้อยมาก ประกอบด้วยหน่วยเก็บความจุสูง ได้รับการป้องกันจากไวรัส คอมพิวเตอร์ กาชนและข้อบกพร่องอื่น

การได้มาซึ่งระบบสารสนเทศ
                ขั้นตอนต่อไปธุรกิจควรให้ความสนใจกับการพิจารณาความได้มาซึ่งระบบสารสนเทศโดยปกติแล้วมี 3 แนวทาง
                แนวทางที่ 1 การจัดซื้อซอฟแวร์เชิงพาณิชย์   จากผู้ผลิต และผู้จำหน่ายซอฟแวร์ในท้องตลาดซอฟวแวร์สำเร็จรูป
                แนวทางที่ 2 การใช้บริการภายนอก  มีการจัดจ้างองค์การภายนอกให้ทำการพัฒนาระบบสารสนเทศที่ต้องการให้
                แนวทางที่ 3 การพัฒนาระบบขึ้นใช้งานภายในองค์การเอง ผ่านการกิจกรรมด้านการพัฒนาระบบโดยมีการสร้างทีมงานพัฒนาระบบเองซึ่งรายละเอียดของ 3 แนวทางมีดังนี้
1. การจัดซื้อซอฟแวร์เชิงพาณิชย์                  Hall (2004,p.7) ระบุไว้ว่า ในการจัดซื้อซอฟแวร์ธุรกิจสามารถเลือกใช้ 2 รูปแบบ
                รูปแบบที่ 1 ระบบพร้อมสรรพ คือ ซอฟแวร์ที่ได้รับการพัฒนาอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์และผ่านการทดสอบโปรแกรมเรียบร้อยแล้วจึงพร้อมที่จะติดตั้งใช้งานได้ทันที อาจอยู่ในรูปแบบของซอฟแวร์อเนกประสงค์หรือซอฟแวร์ธุรกิจ โดยซอฟแวร์ที่ดีจะต้องมีตัวเลือกสำหรับผู้ใช้ ที่อยู่ภายในตัวซอฟแวร์มีการยินยอมให้ผู้ใช้สั่งรับเข้า  ส่งออกรวมทั้งประมวลผลข้อมูล ผ่านเมนูเลือกใช้งาน
                รูปแบบที่ 2 ระบบแกนหลัก  คือ ซอฟแวร์ประกอบด้วยโครงสร้างของระบบพื้นฐาน มีการวางโปรแกรมตรรกะของการประมวลผลไว้ล่วงหน้า
2. การใช้บริการภายนอก    เป็นรูปแบบของการจัดจ้างองค์การภายนอกให้ทำการพัฒนาซอฟแวร์เชิงพาณิชย์ จัดอยู่ในรูปแบบสนับสนุนจากผู้ขาย คือ ซอฟแวร์เชิงพาณิชย์ที่ถูกสั่งทำขึ้น การออกแบบ การทำให้เกิดผลและการบำรุงรักษาซอฟแวร์ที่สนองตอบความต้องการของลูกค้า ทางเลือกของระบบนี้คือ งานบริการทางกฎหมายที่มีความต้องการของระบบที่ซับซ้อน ไม่จำเป็นต้องสงวนรักษาพนักงานซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบ
3. การพัฒนาระบบขึ้นใช้งานภายในองค์การเอง   จำเป็นต้องจัดตั้งทีมงานพัฒนาระบบโดยคัดเลือกจากบุคลากรด้านสารสนเทศภายในองค์กรเองร่วมกันทำการพัฒนาระบบโดยใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ของบุคลากรในทีมงานนั้นๆ โดยการเลือกใช้ระเบียบวิธีพัฒนาระบบที่เหมาะสมกับความต้องการโดยทั่วไปนิยมใช้ 2 รูปแบบ คือ รูปแบบวัฏจักรการพัฒนาระบบและรูปแบบวิศวกรรมสารสนเทศ
การพัฒนาระบบ
คือ แนวทางหนึ่งของการได้มาซึ่งระบบสารสนเทศเพื่อใช้ในองค์การถือเป็นแนวทางที่อาจใช้เงินลงทุนและช่วงเวลาในการพัฒนาระบบค่อนข้างสูง ในส่วนนี้จะกล่าวถึงหัวข้อย่อย 3 หัวข้อ คือ
1. ระเบียบวิธีพัฒนาระบบจำแนกระเบียบวิธีพื้นฐาน วิธีดังนี้
                1.1 วิธีการพัฒนาโดยใช้แบบจำลองน้ำตกเป็นวิธีการที่ใช้กันอย่างแพร่หลายโดยมีรูปแบบดังนี้
                               1.1.1 แบบอนุรักษ์ ต้องทำขั้นตอนก่อนหน้าให้เสร็จก่อน
                                1.1.2 แบบตรวจทบทวน
                                1.1.3 แบบเหลื่อม
                1.2 วิธีการพัฒนาโดยใช้ต้นแบบ คล้ายคลึงกันกับแบบจำลองน้ำตกแต่จะมีการแทรกขั้นตอนการพัฒนาต้นแบบอยู่ระหว่างขั้นตอนของการวิเคราะห์ระบบและออกแบบระบบ ใช้ต้นแบบนี้เป็นเครื่องมือตรวจสอบระบบที่กำลังจะพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากขึ้น
                1.3 วิธีการพัฒนาระบบประยุกต์อย่างเร็ว   ได้มีการค้นคิดวิธีการพัฒนาระบบประยุกต์อย่างเร็ว ภายใต้งบประมาณที่ต่ำ ใช้ทรัพยากรน้อยมีวัฏจักรการพัฒนาระบบแบบสั้นๆ และสนองตอบความต้องการใช้ของผู้ใช้เป็นอย่างดี โดยมุ่งเน้นถึงการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ในการพัฒนาระบบ
                1.4 วิธีการพัฒนาแบบยืดหยุ่น   เป็นแนวโน้มหนึ่งของการพัฒนาระบบแบบยืดหยุ่นยินยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงความต้องการขณะที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ มีการจัดประชุมแบบเผชิญหน้ากัน ระหว่างผู้ใช้ระบบกับทีมงานพัฒนาระบบเพื่อกำหนดการเปลี่ยนแปลงและรวมกันทดสอบระบบว่าพร้อมที่จะตอบสนองความต้องการของผู้ใช้หรือไม่
                1.5 วิธีการพัฒนาระบบแบบร่วมมือ    เป็นกระบวนการด้านเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้ที่เน้นความร่วมมือ มีการจัดการประชุมกลุ่มที่ประกอบด้วยผู้ใช้ระบบ ผู้มีส่วนไดเสีย รวมทั้งทีมงานพัฒนาระบบร่วมกันวิเคราะห์ระบบเดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งวิธีการนี้เป็นเทคนิคที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้และยังประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทั้งยังมีการใช้ระบบสนับสนุนกลุ่มเพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งซึ่งช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์กลุ่ม สามารถนำมาประยุกต์ใช้ ร่วมกับ 5วิธีข้างต้น ดังนี้
                                วิธีที่ 1 วิธีจากล่างขึ้นบน คือ การพัฒนาระบบสารสนเทศจากเดิมที่มีอยู่ไปสู่ระบบใหม่ที่ต้องการ
                                วิธีที่ 2 วิธีจากบนลงล่าง คือ วิธีพัฒนาระบบที่เหมาะสมที่สุดกับการจัดการระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์ พิจารณาถึงความต้องการของผู้บริหารระดับสูงเป็นหลักและไม่คำนึงถึงระบบเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบัน
2. วัฏจักรการพัฒนาระบบ  คือขั้นตอนหรือกระบวนการที่ใช้ในการพัฒนาระบบประยุกต์ใช้งานทางคอมพิวเตอร์ทั่วไปดำเนินการพัฒนาระบบที่สมบูรณ์แบบของแต่ละขั้นตอนโดยทีมงานมืออาชีพจำแนกวัฏจักรการพัฒนาระบบได้เป็น 5 ขั้นตอนดังนี้
                2.1 การวางแผนระบบ ประกอบด้วยงาน 2ส่วนคือ
                                2.1.1 การกำหนดและเลือกโครงการเป็นการพัฒนาความเข้าใจขั้นต้นต่อสถานการณ์ทางธุรกิจ  ส่งผงให้เกิดคำขอเพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศใหม่หรือการเพิ่มสมรรถนะของระบบสารสนเทศที่มีอยู่เดิม มีการกำหนดปัญหา ขอบเขตและสาเหตุของปัญหา รวมทั้งมีการศึกษาความเป็นไปได้ของระบบงานใหม่ดังนี้
                                1. ความเป็นไปได้ทางเทคนิค
                                2. ความเป็นไปได้ทางด้านเศรษฐกิจ
                                3. ความเป็นไปได้ทางด้านปฏิบัติการ
ผลที่ได้จากขั้นตอนนี้คือ การเรียงลำดับความสำคัญของระบบที่ต้องการพัฒนาโดยประเมินจากข้อสรุปและคำตอบของการศึกษาความเป็นไปได้ของระบบ และมีการพัฒนาคำขออย่างเป็นทางการสำหรับการริเริ่มสร้างโครงการ
                                2.1.2 การริเริ่มและการวางแผนโครงการ  เพื่อแจ้งให้ทราบถึงสถานการณ์ทางธุรกิจ วิธีการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อแก้ปัญหาหรือการสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ ประกอบด้วยขั้นตอนของการพัฒนาโครงการและงบประมาณค่าใช้จ่ายของโครงการ ซึ่งอาจจะเป็นการปรับเปลี่ยนระบบงานเดิมที่มีอยู่แล้ว หรืออาจเป็นการพัฒนาระบบงานใหม่ก็ได้
                2.2 การวิเคราะห์ระบบ  เป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ทางธุรกิจ การกำหนดความต้องการข้อมูลของระบบสารสนเทศนำไปสู่การกำหนดโครงสร้างของความต้องการนั้นๆ  เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์ความต้องการข้อมูลที่เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาระบบ โดยวิธีการศึกษาและพัฒนาแบบจำลอง ผลลัพธ์ที่ได้จากขั้นตอนนี้ คือ การระบุถึงคุณลักษณะของฟังก์ชันการทำงานของระบบที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ระบบสารสนเทศ ในรูปแบบแผนภาพ แบบจำลองข้อมูล รวมทั้งความเป็นไปได้ของการพัฒนาและติดตั้งใช้ระบบงาน
2.3การออกแบบระบบ  เป็นการนำผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ระบบมาทำการออกแบบระบบใหม่ภายใต้คุณลักษณะที่ต้องการ ในขั้นนี้จะมุ่งเน้นวิธีการแก้ปัญหามากว่าระบุปัญหาที่ต้องการแก้ไขซึ่งลำดับขั้นตอนการออกแบบ มี
                                1. การออกแบบรายงานและจอภาพ
                                2. การออกแบบข้อมูลนำเข้า
                                3. การออกแบบผังงานระบบ
                                4. การออกแบบฐานข้อมูลตรรกะ
                                5. การสร้างต้นแบบ
ในส่วนประเภทของการออกแบบระบบ แบ่งได้เป็น 2 ประเภทดังนี้
                                ประเภทที่ 1 การออกแบบระบบเชิงตรรกะ
                                ประเภทที่ 2 การออกแบบระบบเชิงกายภาพ
                2.4การทำให้เกิดผล  เป็นการติดตั้งและใช้งานระบบที่พัฒนาขึ้นใหม่ประกอบด้วยขั้นตอน ดังนี้
                                2.4.1 การพัฒนาโปรแกรม เป็นการสร้างฐานข้อมูลและชุดคำสั่ง หรืการเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างระบบประยุกต์ ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของเทคโนโลยีที่ใช้งานอยู่ คุณสมบัติของการพัฒนาโปรแกรมที่ดี มีดังนี้
                                1. มีการสร้างฐานข้อมูลที่มีโครงสร้างตามที่ได้ออกแบบไว้
                                2. มีการพัฒนาโปรแกรมจากที่ได้วิเคราะห์และออกแบบไว้
                                3. มีการเลือกภาษาที่เหมาะสมและพัฒนาต่อได้ง่าย
                                4. มีการใช้เครื่องมือเคส
                                5. มีการจัดทำเอกสารประกอบการพัฒนาโปรแกรม
                                2.4.2 การทดสอบโปรแกรม  เป็นการติดตั้งใช้งานโปรแกรมภายใต้ระบบทดสอบ พร้อมทั้งทำการทดสอบโปรแกรมก่อนนำไปใช้งานว่าเป็นไปตามลักษณะที่ผู้ใช้ต้องการหรือไม่ มักมีการกำหนดข้อมูลทดสอบ เลียนแบบข้อมูลจริงของระบบภายใต้เงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าโปรแกรมทำงานถูกต้อง
                                2.4.3 การอบรมผู้ใช้ เป็นขั้นตอนหลังจากที่การทดสอบระบบได้เสร็จสิ้นแล้ว ก่อนที่จะทำการติดตั้งใช้งานโปรแกรมในระบบจริง ต้องทำการฝึกอบรมผู้ใช้ระบบให้เกิดความมั่นใจในการใช้ระบบงานใหม่
                                2.4.4 การทำให้เกิดผล เป็นขั้นตอนหลังจากที่ได้ทำการทดสอบระบบและฝึกอบรมผู้ใช้ ทั้งมั่นใจได้ว่าระบบทำงานได้ตรงความต้องการของผู้ใช้ จึงดำเนินการติดตั้งระบบต่อไปโดยขั้นตอนปลีกย่อยของการทำให้เกิดผล มีดังนี้                                               
1. ศึกษาสภาพแวดล้อมของพื้นที่ที่จะติดตั้ง
                                                2. เตรียมอุปกรณ์ส่วนต่างๆ ให้พร้อม
                                                3. เตรียมทีมงานผู้เชี่ยวชาญและฝ่ายสนับสุนนเทคนิค
                                                4. ลงซอฟแวร์ต่างๆ ให้ครบถ้วน
                                                5. ดำเนินการใช้ระบบใหม่
                                                6. จัดเตรียมเอกสารประกอบระบบและคู่มือการใช้งาน
                                2.4.5 การประเมินผลระบบ  หลังจากที่มีการติดตั้งระบบต้องทำการประเมินผลระบบที่ใช้ว่าระบบทำงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ นอกจากนี้ยังต้องประเมินประสิทธิภาพความเชื่อถือได้ของระบบและผลกระทบต่อองค์การ ทัศคติของผู้ใช้และผู้บริหาร ผลลัพธ์ที่ได้จากขั้นตอนนี้ คือ ชุดคำสั่งของระบบประยุกต์ซึ่งทำงานได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งเอกสารประกอบระบบ และเอกสารของการฝึกอบรมผู้ใช้
                                2.5 การสนับสนุนระบบ เป็นการติดตามดูแลการปฏิบัติงาน ผลประโยชน์ที่องค์การจะได้รับจากการใช้ระบบใหม่ ซึ่งอาจพบความต้องการปรับปรุงและแก้ไขระบบหลังติดตั้งใช้งานแล้ว หรือพบปัญหาของโปรแกรมต้องรีบทำการแก้ไขให้ถูกต้อง หรือมีการเพิ่มมอดูลการทำงานในส่วนที่เคยตกลงกันก่อนหน้านี้แล้ว โดยขั้นตอนการบำรุงรักษาระบบ มีดังนี้
                                1. การแก้ไขโปรแกรม ต้องทำการแก้ไขทันทีที่พบข้อผิดพลาด
                                2. การขยายระบบโดยเพิ่มเติมมอดูลและอุปกรณ์เท่าทีจำเป็น
                                3. การบำรุงรักษา ทั้งด้านซอฟแวร์และฮาร์ดแวร์
3. วิศวกรรมสารสนเทศ   เป็นวิธีที่มีความสอดคล้องกับการพัฒนาระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์มากกว่าการพัฒนาระบบตามขั้นตอนของวัฏจักรการพัฒนาระบบมักนำมาใช้ร่วมกับวิธีการพัฒนาระบบจากบนลงล่างที่ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือ
                3.1 การวางแผนกลยุทธ์สารสนเทศ คือ การกำหนดเป้าหมายของการพัฒนาระบบและกำหนดถึงปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จขององค์การ มุ่งการค้นหาหน้าที่งานหลักและสารสนเทศที่ใช้ภายในองค์การ ตลอดจนความต้องการสารสเทศเพิ่มเติมเพื่อใช้สนับสนุนการสร้างโอกาสของธุรกิจ
                3.2 การวิเคราะห์ส่วนของธุรกิจ  ต้องศึกษาและวิเคราะห์เพื่อแยกหน้าที่รวมออกเป็นส่วน ๆ เพื่อกำหนดถึงข้อมูลกระบวนการและความสัมพันธ์ของกระบวนการและข้อมูล พร้อมทั้งกำหนดขอบงานของระบบสารสนเทศ เป็นการพัฒนาแยกทีละระบบ แต่สามารถนำมาใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
                3.3 การออกแบบระบบ เป็นการนำผลลัพธ์ที่ได้จากขั้นตอนที่ 1 และ 2 มากำหนดรูปแบบระบบใหม่ที่จะพัฒนาขึ้น อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ใช้ระบบ มีการใช้เครื่องมือช่วยออกแบอัตโนมัติเพื่อให้งานสะดวกและรวดเร็วขึ้น
                3.4 การสร้างระบบ เป็นการพัฒนาชุดคำสั่งจากโครงสร้างระบบ ผลลัพธ์จากขั้นตอนที่ 3 อาจใช้เครื่องมือช่วยสร้างชุดคำสั่งอัตโนมัติ เพื่อประหยัดเวลาและลดข้อผิดพลาดในการเขียนชุดคำสั่ง ระบบใหม่ที่เป็นผลลัพธ์น่าจะมีความสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ และเป็นระบบย่อยของแต่ละส่วนธุรกิจที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาระบบ  ต้องคำนึงถึงปัจจัย 3 ปัจจัยซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนกลยุทธ์ของธุรกิจ ดังนี้
                4.1 กลยุทธ์ของธุรกิจ  ควรทำการกำหนดกิจกรรมการทำงานของระบบสารสนเทศให้มีความสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ด้านระบบสารสนเทศและแผนกลยุทธ์ของธุรกิจ เพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จตามความคาดหวังของธุรกิจ และเป็นการเพิ่มกระบวนการควบคุมและตรวจสอบอย่างเหมาะสม
                4.2 เทคโนโลยีสารสนเทศ มีผลกระทบที่มักเกิดจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานของระบบสารสนเทศให้สอดคล้องกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
                4.3 วัฒนธรรมองค์การ  อาจมีการสร้างวัฒนธรรมการทำงานรูปแบบใหม่ขึ้น เช่น การกระจายอำนาจของการตัดสินใจ ในการพัฒนาระบบสารสนเทศต้องออกแบบให้มีความสอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์การ เพื่อการยอมรับและพร้อมที่จะปฏิบัติตามระบบของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
เทคนิคการใช้แผนภาพกระแสข้อมูล
                นิยมนำมาใช้ในการวิเคราะห์ระบบเชิงโครงสร้างเพื่อแสดงทิศทางการส่งผ่านข้อมูลในระบบ ไม่สื่อให้เห็นถึงวิธีประมวลผลของระบบ การใช้เทคนิคแผนภาพกระแสข้อมูลเป็นการนำเสนอองค์ประกอบของข้อมูล หน่วยเก็บข้อมูลกระบวนการและหน่วยงานที่เป็นจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของข้อมูล โดยใช้สัญลักษณ์ที่สื่อความหมายให้เข้าใจได้และเขียนในลักษณะของรูปภาพหรือแผนภูมิ เพื่อให้ง่ายต่อการนำมาใช้ในการวิเคราะห์ทางเดินของข้อมูลที่เกี่ยวข้องภายในระบบตัวอย่างแผนภาพดังนี้
1. สัญลักษณ์ที่ใช้สร้างแผนภาพ   นิยมใช้สัญลักษณ์ที่ถูกคิดค้นโดย 2 กลุ่มบุคคลซึ่งนำมากำหนดเป็นมาตรฐานแผนภาพกระแสข้อมูล ดังนี้
                1. มาตรฐานของเกนและซาร์สัน
                2. มาตรฐานของดีมาร์โคและโยร์ดอน
สัญลักษณ์ที่ใช้ในการสร้างแผนภาพกระแสข้อมูลประกอบด้วย 4 ส่วนประกอบ คือ กระบวนการ กระแสข้อมูล หน่วยเก็บข้อมูล และหน่วยงานหรือเอนทิตีภายนอก
2. ระดับของแผนภาพ จะไม่มีกฏเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัวโดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 3 ระดับคือ
                ระดับที่ 1 แผนภาพบริบท คือ โครงสร้างเริ่มแรกแสดงให้เห็นภาพรวมและขอบเขตของระบบงาน เริ่มต้นจากการวางสัญลักษณ์ของหนึ่งกระบวนการที่ใช้แทนระบบงานทั้งระบบไว้กลางหน้ากระดาษ และวางสัญลักษณ์ของเอนทิตีภายนอกสัญลักษณ์กระแสข้อมูลรับเข้าและส่งออกจากกระบวนการ ต้องเขียนให้อยู่ภายในหนึ่งหน้ากระดาษเท่านั้น การตั้งชื่อย่อประกอบด้วยสัญลักษณ์เอนทิตีภายนอกและกระแสข้อมูล ควรใช้ชื่อเดียวกันในแผนภาพทุกระดับและหลีกเลี่ยงการลากเส้นของกระแสข้อมูลตัดกัน โดยหมายเลขอ้างอิงของแต่ละกระบวนการจะต้องไม่ซ้ำกันภายในแผนภาพบริบทจะใช้หมายเลข 0 กำกับกระบวนการ
                ระดับที่ 2 แผนภาพระดับหนึ่ง คือ โครงสร้างที่ใช้อธิบายในรายละเอียดของแผนภาพบริบทที่เปรียบเสมือนกล่องดำ เป็นการนำกระบวนการหลักมาขยายรายละเอียดให้ชัดเจนขึ้น แต่อาจมีการเพิ่มเติมรายละเอียดในส่วนหน่วยเก็บข้อมูลและกระแสข้อมูลที่เพิ่มเติมขึ้น สำหรับกระแสข้อมูลที่เป็นทั้งกระแสนำเข้าและนำออก ใช้สัญลักษณ์ของหัวลูกศร 2 ทิศทางก็ได้ ซึ่งมีการแตกรายละเอียดกระบวนการหมายเลข 0 ของแผนภาพบริบทจะใช้หมายเลขอ้างอิงตั้งแต่หมายเลข 1.0 ขึ้นไป โดยแสดงถึงลำดับขั้นตอนของระบบ ทั้งยังแสดงถึงกระบวนการหน่วยย่อย สามารถนำไปใช้เขียนระบบได้
                ระดับที่ 3 แผนภาพระดับสอง  คือ โครงสร้างที่ใช้อธิบายในรายละเอียดของแผนภาพระดับหนึ่ง มีการนำกระบวนการทั้งหมดของแผนภาพระดับหนึ่งมาขยายรายละเอียดให้ชัดเจยิ่งขึ้นในแต่ละกระบวนการ ซึ่งจำนวนแผนภาพระดับสองอาจมีความสอดคล้องกับจำนวนกระบวนการหน่วยย่อยในแผนภาพระดับหนึ่งจะใช้ลักษณะของตัวเลขทศนิยม 1 ตำแหน่ง
3. ตัวอย่างแผนภาพ
                ใช้สัญลักษณ์มาตรฐานของเกนและซาร์สันในส่วนการคำนวณเงินได้ของพนักงานในส่วนของค่าล่วงเวลาตามกระบวนการย่อยต่างๆ พร้อมทั้งส่งออกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง


เทคนิคการใช้แผนภาพกระแสงาน
                เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ในการสื่อสารระหว่างผู้พัฒนาระบบผู้ใช้ระบบ ให้มีความเข้าใจตรงกันถึงระบบที่กำลังเป็นเป้าหมายของการพัฒนา ใช้แสดงทิศทางของกระแสงานที่เกิดขึ้นภายในระบบ ทั้งในส่วนของต้นทางข้อมูล กระบวนการ และหน่วยเก็บข้อมูลเพื่อนำส่งต่อผู้รับสารสนเทศ
                ในการเขียนแผนภาพกระแสงานสามารถใช้สัญลักษณ์และสัญรูปใดๆ ก็ได้ที่สื่อถึงความหมายของผู้รับอาจเขียนในลักษณะของระบบ คือเริ่มจากข้อมูลรับเข้าไปสู่กระบวนการและไปสู่ข้อมูลส่งออก เพื่อง่ายต่อการใช้วิเคราะห์กระแสงานที่เกิดขึ้นภายในระบบ
การจัดการทรัพยากรสารสนเทศ
ผู้บริหารจะต้องมีการวางแผน จัดการ และควบคุมการใช้ทรัพยากรสารสนเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งยังต้องมีความเข้าใจถึงพัฒนาการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งมีความสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. แนวคิด  ระบบสารสนเทศมีบทบาทต่อการดำเนินธุรกิจในส่วนของการช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจมีความอยู่รอดในอนาคต นอกจากนี้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยเพิ่มคุณค่าสินค้าและบริการ มีการนำหุ่นยนตร์มาใช้ในกระบวนการผลิต มีการขยายตัวของธุรกิจอิเล็กทรอนิคส์ ดังนั้นธุรกิจจึงมีความจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนทั้งในส่วนระบบฮาร์ดแวร์ และระบบประยุกต์ให้มีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของการดำเนินธุรกิจภายใต้ยุคโลกาภิวัฒน์
2. กระบวนการจัดการประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้
                2.1 การวางแผน ต้องสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ขององค์การโดยพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ
                2.2 การจัดโครงสร้าง  อาจอยู่ในรูปแบบของศูนย์คอมพิวเตอร์หรือฝ่ายระบบสารสนเทศ มีการกำหนดตัวผู้บริหารระดับสูงให้ดำรงตำแหน่งระดับ ซีไอโอ เพื่อควบคุมดูแลการทำงานของบุคคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
                2.3 การจัดลำดับงาน  สำหรับแต่ละระบบที่เป็นเป้าหมายของการพัฒนาระบบ มักมีความสำคัญแตกต่างกันจำเป็นต้องจัดลำดับก่อนหลังของระบบที่ต้องการพัฒนาตามความจำเป็นเร่งด่วน
                2.4 การควบคุม  สำหรับงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นเป้าหมายของการควบคุมดูแลประกอบด้วยมาตรฐานของอุปกรณ์ การพัฒนาระบบ การปฏิบัติการ ความมั่นคงของระบบ รวมทั้งการงบประมาณในส่วนของการจัดหาระบบสารสนเทศ
                2.5 การสั่งการ  ครอบคลุมถึงงานทุกด้านของระบบสารสนเทศ ภายใต้การสั่งการของผู้บริหารซึ่งปราศจากอุปสรรคใดๆ เป็นงานที่ต้องอาศัยประสบการณ์ความสามารถด้านการสื่อสารของผู้บริหารอย่างแท้จริง
                2.6 การรายงาน  เป็นหน้าที่ของหน่วยงานสารสนเทศในการจัดทำรายงานสรุปเสนอต่อผู้บริหารระดับสูงเพื่อให้ทราบถึงความคืบหน้าในการปฏิบัติงาน
                2.7 การจัดทำงบประมาณ  การคาดคะเนค่าใช้จ่ายเพื่อทำการเสนอของบประมาณค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ หลังจากนั้นจึงควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้เป็นไปตามงบประมาณที่ตั้งไว้
3. การจัดการทรัพยากรฮาร์ดแวร์
                ผู้บริหารจำเป็นต้องรู้จักอุปกรณ์ทุกชนิดที่นำมาใช้เพื่อสามารถบริหารการใช้ทรัพยากรได้อย่างถูกต้อง โดเฉพาะอุปกรณ์ด้านเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิคส์ ต้องมีการประมาณความจุที่เหมาะสมจึงมีการใช้ระบบงานแบบออนไลน์ เพื่อสนองตอบความต้องการใช้ข้อมูลตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ต้องมีการวางแผนเพื่อขยายความจุของระบบ พิจารณาความจุของข้อมูลและผู้ให้บริการด้านซอฟแวร์ในอนาคต ตลอดจนมีการติดตามแนวโน้มวามเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
4. การจัดการทรัพยากรซอฟแวร์
                หมายถึงซอฟแวร์ระบบและซอฟแวร์ระบบประยุกต์ตลอดจนซอฟแวร์ของระบบสื่อสาร ปกติมูลค่าการลงทุนด้านซอฟแวร์จะสูงกว่ามูลค่าการลงทุนด้านฮาร์ดแวร์เป็นสองเท่า ปัจจุบันมีผู้ให้บริการด้านซอฟแวร์แบบออนไลน์ทั้งบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายส่วนตัวที่เรียกว่า เอเอสพี ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้บริการ คือ ผู้ใช้มักจะได้ซอฟแวร์และระบบสารสนเทศที่ทันสมัยอยู่เสมอ
5. การจัดการทรัพยากรข้อมูล
                ธุรกิจจะจัดเก็บข้อมูลไว้ในฐานข้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์ ต้องอาศัยซอฟแวร์ระบบจัดการฐานข้อมูลเป็นเครื่องมือช่วยในส่วนของการจัดเก็บค้นคืนและควบคุมการบูรณภาพข้อมูล ปัจจุบันเทคโนโลยีฐานข้อมูลกำลังเปลี่ยนแปลงจากฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์เข้าสู่รูปแบบฐานข้อมูลเชิงวัตถุ มีการสร้างรูปแบบของฐานข้อมูลหลายมิติ เพื่อช่วยงานด้านการวิเคราะห์ข้อมูลรูปแบบต่างๆ ร่วมกับซอฟแวร์ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลโดยตรงและมักจะนำมาใช้ในงาด้านการตลาด โดยการสร้างโกดังข้อมูล  นอกจากนี้ยังมีการจัดระบบข้อมูลบนเว็บโดยใช้ฐานข้อมูลไฮเปอร์มีเดียรวมทั้งมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลขององค์การเข้ากับฐานข้อมูลบนเว็บ อาจใช้โปรแกรมค้นดูเว็บเป็นเครื่องมือช่วยลูกค้าค้นหารายการสินค้าที่ต้องการจากฐานข้อมูลขององค์การได้
6. การจัดการทรัพยากรระบบสื่อสารและเครือข่าย
                เป็นพื้นฐานของการทำธุรกิจอิเล็กทรอนิคส์ ควรคำนึงถึงการเลือกช่องทางการสื่อสารทั้งชนิดใช้สายและไร้สายรวมทั้งความเร็วในการถ่ายทอดข้อมูล โทโพโลยี ของระบบเครือข่ายขอบเขตการใช้งานของระบบเครือข่าย ปัจจุบันมีผู้ให้บริการระบบเครือข่ายที่เรียกว่า เครือข่ายมูลค่าเพิ่ม โดยบริการให้เช่าเครือข่ายส่วนตัวเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลขององค์การกับองค์การอื่นโดยใช้ระบบสับเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิคส์ ดังนั้นผู้บริหารจำเป็นต้องตัดสินใจในด้านการจัดการทรัพยากรสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย รวมทั้งเลือกใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม
โครงสร้างหน่วยงานสารสนเทศแบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้
                1. หน่วยวิเคราะห์และออกแบบระบบ คือหน่วยงานที่หน้าที่ศึกษา วิเคราะห์พัฒนา และออกแบบระบบสารสนเทศที่ใช้คอมพิวเตอร์ ตอบสนองความต้องการของธุรกิจและผู้ใช้สารสนเทศ โดยนำปัญหาจากระบบงานเดิม ความต้องการของผู้ใช้ งบประมาณที่สนับสนุนการพัฒนาระบบ ตลอดจนเทคโนโลยีสารสนเทศที่เลือกใช้ภายในระบบมาพิจารณาร่วมกัน
                2. หน่วยเขียนชุดคำสั่ง คือ หน่วยงานที่มีหน้าที่นำโครงร่างของการออกแบบระบบงานใหม่ มาทำการพัฒนาชุดคำสั่งเพื่อใช้งานในระบบสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ แยกออกเป็น 2 ประเภทคือ ชุดคำสั่งของระบบและชุดคำสั่งของระบบประยุกต์
                3. หน่วยปฏิบัติการและบริการ คือ หน่วยงานที่มีหน้าที่ควบคุมและจัดการส่วนฮาร์ดแวร์สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บุคลากรด้านสารสนเทศ
1. หัวหน้าพนักงานสารสนเทศ คือ ผู้บริหารระดับสูงขององค์การ มีหน้าที่ควบคุมดูแลงานด้านการบริหารสารสนเทศและมีหน้าที่รับผิดชอบด้านการวางแผน การกำหนดนโยบาย การควบคุมการปฏิบัติงาน ทั้งยังเป็นที่ปรึกษาแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายงานต่างๆ
2. นักวิเคราะห์ระบบ คือ บุคลากรผู้ทำหน้าที่วิเคราะห์และออกแบบระบบประยุกต์ใช้งานในองค์กร เป็นเป้าหมายของการพัฒนาควรตรงตามวัตถุประสงค์ขององค์การและตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ตลอดจนทำการวางแผนในระยะยาว เพื่อการนำระบบประยุกต์ที่พัฒนาขึ้นมาใช้ภายใต้การทำงานของระบบใหม่
3. ผู้เขียนชุดคำสั่ง คือ บุคลากรผู้ทำหน้าที่เขียนชุดคำสั่งเพื่อการควบคุมงานที่ปฏิบัติในระบบต่างๆ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ผู้เขียนชุดคำสั่งของระบบและผู้เขียนชุดคำสั่งประยุกต์ใช้งาน
4. ผู้ควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ คือ บุคลากรผู้ทำหน้าที่ดูแลควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นผู้มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์และเครือข่ายเป็นอย่างดี โดยทำการวิเคราะห์หาสาเหตุและแก้ไขการหยุดชะงักของระบบได้
5. ผู้จัดตารางเวลา คือ บุคลากรผู้ทำหน้าที่จัดสรรเวลาใช้เครื่องให้กับงานแต่ละงาน เพื่อให้การใช้เวลาในการประมวลผลข้อมูลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีความรู้และความเข้าใจในลักษณะงานและการทำงานด้านการประมวลผลข้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี
6. บรรณารักษ์ คือ บุคลากรผู้ทำหน้าที่เก็บรักษาสื่อบันทึกซึ่งใช้จัดเก็บข้อมูลและชุดคำสั่งระบบงานมีการจัดทำรายงาน และดรรชนี เพื่อช่วยให้การค้นหาข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วควรจัดเก็บสื่อในที่ปลอดภัยเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านข้อมูล
7. พนักงานบันทึกข้อมูล คือ บุคลากรผู้ทำหน้าที่นำข้อมูลจากเอกสารเบื้องต้นมาจัดให้อยู่ในรูปแบบที่ส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้
อ้างอิง : รุจิจันทร์ พิริยะสงวนพงศ์. สารสนเทศทางธุรกิจ. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2549

กฏหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ

กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ
สังคม สารสนเทศเป็นสังคมใหม่ การอยู่ร่วมกันในสังคมสารสนเทศ จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ เพื่อการอยู่ร่วมกันโดยสันติและสงบสุข เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ทุกวันนี้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้เข้ามามีบทบาท ในชีวิตประจำวัน มีการใช้คอมพิวเตอร์ และระบบสื่อสารกันมาก ขณะเดียวกันก็มีผู้ใช้ เทคโนโลยี สารสนเทศในทางที่ไม่ถูก ไม่ควร ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีกฎหมาย เทคโนโลยีสารสนเทศ และเมื่อมีกฎหมายแล้ว ผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจะปฏิเสธ ความผิดว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ทำไมจึงต้องมีการออกกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้วยความก้าวหน้า ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มีการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สำนักงาน อัตโนมัติ ตลอดจนเครื่องมือ สื่อสารเพื่อการประกอบกิจการงาน และการทำธุรกรรมต่าง ๆ โดยเทคโนโลยีเอื้อประโยชน์ ต่อการทำงานด้านต่าง ๆ ทำให้มีผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มากขึ้นเรื่อย ๆ การมีกฎหมาย จะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่น ในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce E-Business) โดย ที่นานาชาติที่พัฒนาแล้ว ต่างพัฒนากฎหมายของตนเอง โดยเน้นความเป็นสากล ที่จะติดต่อค้าขายระหว่างกัน ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยก็จำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศเช่นกัน หากพิจารณาการเปลี่ยนแปลง ของสถานการทำงานขององค์กรทั่วไป ทุกองค์กรกำลังก้าวเข้าสู่ สังคมสารสนเทศ มีความพยายามที่จะ ลดการใช้กระดาษเอกสาร หันมาใช้ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์แทน และนำมาแลกเปลี่ยน (EDI) กันได้ง่าย ขณะเดียวกัน การดำเนินการทางธุรกิจ เช่น การฝากถอนเงินอัตโนมัติ การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และ การติดต่อสื่อสารแบบไร้พรมแดน มีการซื้อขายสินค้า ผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น มีการบริหารรายการย่อยขององค์กร ผ่านทางเครือข่าย มีการทำงานระบบออนไลน์ ที่สามารถเปิดบริการ การทำงานได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศของไทย
หลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ อินเดีย เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ล้วนมีกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศของตน แล้ว สำหรับประเทศไทย คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2541 ให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เป็นผู้ร่าง มีการกำหนดกฎหมายที่จะร่างทั้งสิ้นหกฉบับ
กฎหมายธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เน้นในเรื่องข้อความที่จัดทำขึ้นเป็นรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จะไม่ถูกปฏิเสธความมีผลทางกฎหมาย ถ้าข้อมูล ได้จัดทำขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยสามารถที่จะเข้าถึงเพื่อนำข้อความออกมาใช้ในภายหลังได้ ให้ถือว่า ข้อความนั้นได้ทำเป็นหนังสือ หรือมีหลักฐานเป็นหนังสือแล้ว (มาตรา 6 และมาตรา 7) โดยมีการพิสูจน์หลักฐานที่เป็น ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน (มาตรา 10) ข้อมูลเหล่านี้สามารถส่งและรับผ่านเครือข่ายเพื่อ รองรับวิทยาการสมัยใหม่ กฎหมายลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ เน้นในเรื่องการใช้ลายมือชื่อดิจิตอล (digital signature) เพื่อยืนยันเอกสารหรือหลักฐาน และองค์กรที่ทำ หน้าที่ออกใบรับรองลายมือชื่อ การประกอบการรับรองลายมือชื่ออนุญาต ตลอดจนการกำกับการประกอบการรับรอง เพื่อให้ระบบลายมือชื่อดิจิตอลเป็นส่วนหนึ่งเสมือนการลงลายมือชื่อในเอกสาร กฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ เป็นกฎหมายที่เข้ามากำกับดูแลความสงบสุขของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เน้นในเรื่องสิทธิการใช้ การ ละเมิดสิทธิ์ โดยเฉพาะผู้บุกรุกหรือ hacker ที่ถือว่าเป็นการกระทำ การบุกรุก และเป็นอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากข้อมูลในรูปดิจิตอลสามารถเผยแพร่และกระจายได้รวดเร็ว การส่งต่อ การกระจายข่าวสารอาจกระทบ ถึงสิทธิส่วนบุคคล กฎหมายจึงคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายว่าด้วยการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากกิจการทางด้านการเงิน และการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ในรูปแบบที่เป็นทั้ง eCash eMoney หรือ การใช้เครดิตแลกเปลี่ยนกัน จะมีบทบาท มีการใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน แบบอิเล็กทรอนิกส์ ใช้รูปแบบเอกสารการเงิน อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ กฎหมายลำดับรองรัฐธรรมนูญมาตรา 78 เน้นให้รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและ ตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นได้เอง พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ ตลอดทั้ง โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ ในท้องถิ่นให้ทั่วถึง และเท่าเทียมกันทั้งประเทศ กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงมีส่วนช่วยในการสร้างประโยชน์ ในเรื่องความสงบสุข และลดอาชญากรรมทาง ด้านเทคโนโลยี ส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นในเรื่องการ ทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่าย
กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ ของไทยกำลังอยู่ในระดับการร่าง โดยสองฉบับแรก กำลังเข้าสู่สภาในการประชุม สมัยต่อไป ซึ่งคาดว่า จะแล้วเสร็จในอีกไม่นาน กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับ การสร้างความน่าเชื่อถือ และความสงบสุขของคนใน สังคมสารสนเทศ สิ่งที่สำคัญคือ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคน จะต้องรู้ภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบของตนเองการดูแลสิทธิ ของตนเอง ไม่นำสิทธิของตนเองไปให้ผู้อื่นใช้ ซึ่งหากผู้อื่นนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย เช่น นำรหัสลับของตนเองไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย เจ้าของจะต้องรับผิดชอบ และจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้
แหล่งที่มา ...(มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) http://www.ku.ac.th

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 2

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 2
1. จากส่วนประกอบทั้ง 7 ส่วนของระบบสารสนเทศ ส่วนใดที่ถือเป็นแหล่งจัดเก็บข้อมูลของระบบสารสนเทศ
                - ส่วนการจัดการฐานข้อมูล ซึ่งเป็นหน่วยเก็บข้อมูลทางกายภาพสำหรับข้อมูลที่อาจมีความเกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับการเงิน จะถูกจัดเก็บภายในตู้เอกสารหรือในแผ่นจานแม่เหล็ก เรียงลำดับจากหน่วยที่เล็กที่สุด คือ ลักษณะประจำ ระเบียน และแฟ้มข้อมูล
2. ในส่วนผลป้อนกลับของระบบสารสนเทศ ก่อให้เกิดประโยชน์ในอนาคตของการจัดการระบบสารสนเทศอย่างไร
                - ผลป้อนกลับจะอยู่รูปของรายงานที่เป็นผลลัพธ์ ซึ่งจะถูกส่งกลับไปยังระบบของต้นทางข้อมูลทั้งภายในและภายนอก ช่วยปรับเปลี่ยนกระบวนการ เช่น รายงานแสดงสถานะของสินค้าคงเหลือ เพื่อปรับยอดสินค้าคงเหลือ
3. หากท่านดำเนินธุรกิจร้านมินิมาร์ทแห่งหนึ่ง ท่านเลือกที่จะนำสารสนเทศประเภทใดบ้างมาใช้ในธุรกิจ เพราะเหตุใด
                - ใช้ระบบสารสนเทศตามหน้าที่งาน เพราะเป็นการรองรับการทำงานของแผนกต่าง ๆ จำแนกความรับผิดชอบหน้าที่งานในองค์กร ทำให้ผู้ปฏิบัติงานรู้ถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง อีกทั้งช่วยสนับสนุนในด้านการจัดการงานประจำที่ทำซ้ำ ๆ กัน เช่น การเตรียมจ่ายเงินเดือนพนักงาน หรือการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้า เป็นต้น
4. ระบบสารสนเทศถูกวางไว้ที่ตำแหน่งใดภายใต้โซ่คุณค่าขององค์กร จงอธิบาย
                - ระบบสารสนเทศจะช่วยสร้างคุณค่าให้กับสินค้าและบริการผ่านการดำเนินกิจกรรมย่อย เช่น การเสนอขายสินค้าและบริการที่แตกต่างจากคู่แข่ง เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้า การเปิดธุรกิจบนเว็บไซต์ เพื่อเสนอขายสินค้าและบริการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้จากการขายอีกทางหนึ่ง
5. จงระบุถึงประโยชน์ที่องค์การจะได้รับภายใต้การใช้ระบบสารสนเทศที่ดี
                - ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลการทำงาน เช่น มีการตรวจสอบกำลังการผลิตของเครื่องจักร การตรวจสอบคุณภาพของสินค้า มีการพัฒนาการตัดสินใจที่ดีขึ้น สร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน เช่น การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและมีการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
6. จงอธิบายแนวโน้มของระบบสารสนเทศในอนาคต
                - จะมีการมุ่งเน้นด้านการบูรณาการระบบสารสนเทศ โดยอาศัยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีเว็บ อีกทั้งมีการพัฒนาระบบสารสนเทศบนเว็บที่มีต้นทุนต่ำ และยังเพิ่มขีดความสามารถของระบบเดิม ซึ่งใช้ในส่วนของการเชื่อมต่อระบบสารสนเทศภายในองค์การและระหว่างองค์การ เพื่อบรรลุเป้าหมายการแพร่กระจายสารสนเทศไปทั่วโลก
7. ระบบสารสนเทศประเทศใด ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือ ในการเชื่อมโยงโซ่คุณค่าขององค์การเข้ากับโซ่คุณค่าขององค์การภายนอก
                - ระบบสารสนเทศระหว่างองค์การ ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อระบบสารสนเทศระหว่าง 2 องค์การขึ้นไป เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของการประมวลผลธุรกรรม ให้การสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ระหว่างองค์การ
8. จงอธิบายการเชื่อมโยงต่อระบบสารสนเทศระหว่างองค์การกับอีคอมเมิร์ช
                - ยกตัวอย่างเช่น การซื้อเครื่องใช้สำนักงานภายใต้ระบบมือกับระบบอีคอมเมิร์ช ซึ่งภายใต้การสั่งซื้อระบบมือ เจ้าหน้าที่จะต้องได้รับอนุมัติสำหรับการซื้อที่มีกำไร โดยจัดส่งใบขอซื้อไปยังแผนกจัดซื้อ หลังจากนั้นออกใบสั่งซื้ออย่างเป็นทางการ เมื่อเปรียบเทียบกับกระบวนการสั่งซื้อทางอีคอมเมิร์ชผู้สั่งซื้อจะตรงไปที่เว็บไซต์ของผู้ขาย และสั่งซื้อสินค้าตามที่ต้องการ ณ ระดับราคาที่กำหนดไว้
9. จงอธิบายการทำงานของคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่และลูกจ้างเคลื่อนที่
                - คอมพิวเตอร์ คือ ตัวอย่างระบบคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบสำหรับลูกจ้างเคลื่อนที่ ซึ่งผู้ใช้มักเกิดความต้องการด้านการเชื่อมต่อเข้ากับระบบสารสนเทศขององค์การ โดยใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่
10. จงยกตัวอย่างระบบสารสนเทศบนเว็บที่มีการเชื่อมต่อกับระบบสารสนเทศอื่นมา 2 ตัวอย่าง
                - 1.อินเทอร์เน็ต คือ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ถูกนำมาใช้ทั่วโลก ผู้ใช้คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ๆ สามารถรับสารสนเทศจากคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้ ซึ่งถือเป็นเครือข่ายสาธารณะ
                2. เอกซ์ทราเน็ต ถูกเชื่อมต่อกับอินทราเน็ตผ่านทางอินเตอร์เน็ต สร้างรูปแบบเครือข่ายเสมือนจริงซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้ทางไกล สามารถเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตกับเอกซ์ทราเน็ตหลักขององค์กร มุ่งเน้นการใช้สารสนเทศร่วมกัน
อ้างอิง : รุจิจันทร์ พิริยะสงวนพงศ์. สารสนเทศทางธุรกิจ. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2549