วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

บทที่ 6 ระบบสารสนเทศทางการผลิต
แนวคิดและความหมาย
                O brien (2005, p.240) นิยามไว้ว่า ระบบสารสนเทศทางการผลิต หมายถึง ระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้สนับสนุนหน้าที่งานด้านการผลิตและดำเนินงาน กิจกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับการวางแผน การควบคุมกระบวนการผลิตและการจัดระบบการผลิตของธุรกิจ จำเป็นต้องมีการประมวลผลธุรกรรมด้านการผลิตและดำเนินงานในส่วนของการวางแผน การติดตามดูแล การควบคุมสินค้าคงเหลือ การจัดซื้อ รวมทั้งกระแสไหลเข้าออกของสินค้าหรือบริการ มีการเชื่อมต่อระบบสารสนเทศทางการผลิตเข้ากับระบบสารสนเทศของธุรกิจขนส่ง ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก สถาบันการเงินและธุรกิจซึ่งให้บริการประเภทต่างๆ
                Laudon and laudon (2005, p. 51) นิยามไว้ว่า ระบบสารสนเทศทางการผลิต หมายถึง ระบบสารสนเทศที่ใช้สนับสนุนกิจกรรมด้านการผลิตสินค้าหรือบริการ การวางแผนการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิต เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการผลิตในส่วนของการจัดหา การจัดเก็บ และการดำรงวัตถุดิบในการผลิต สามารถจำแนกระบบออกเป็น 3ส่วนย่อยดังนี้
                ประเภทที่1 ระบบในระดับกลยุทธ์ มีความเกี่ยวข้องกับเป้าหมายการผลิตในระยะยาว
                ประเภทที่ 2 ระบบในระดับบริหารหรือกลวิธี
                ประเภทที่ 3 ระบบในระดับปฏิบัติการ
การจัดการผลิตและดำเนินงาน
                กิจกรรมหลักกิจกรรมหนึ่งอยู่ภายใต้โซ่คุณค่าขององค์การถือเป็นกระบวนการสร้างคุณค่าให้กับการแปรรูปปัจจัยการผลิตให้เป็นผลิตภัณฑ์อันทรงคุณค่า ส่งตรงถึงมือลูกค้าหรือผู้บริโภค และมีส่วนผลักดันให้การดำเนินงานด้านการตลาดเป็นไปได้อย่างราบรื่น มีการตอบสนองเป้าหมายสำคัญทางการผลิต คือ การผลิตสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในระยะยาว จัดออกเป็น 6 หัวข้อ คือ


1.แนวคิดและความหมาย
                การผลิตและการดำเนินงาน คือ การนำทรัพยากรต่างๆ ทั้งด้านแรงงานและเงินทุน เครื่องจัก เทคโนโลยี วิธีการ วัตถุดิบ ความต้องการของตลาด การจัดการและเวลา เรียกว่า ปัจจัยการผลิต โดยผ่านกระบวนการผลิตในขั้นตอนต่างๆ เพื่อทำการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ (สุมน มาลาสิทธ์, 2548 หน้า 5)
                กระบวนการผลิต คือ กิจกรรมการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าให้กับปัจจัยการผลิตเพื่อเข้าสู่รูปแบบของสินค้าหรือบริการซึ่งพร้อมส่งมอบให้ลูกค้า ในแต่ละกระบวนการผลิตประกอบด้วยกระบวนการผลิตย่อยหลายกระบวนการ มักมีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กัน(ริทแมน และกาจิวสกี , 2548, หน้า 2)
ทั้ง2 ความหมายข้างต้นจะเห็นได้ว่า กระบวนการผลิตเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตและดำเนินงาน เพราะปัจจัยการผลิต คือ สิ่งรับเข้า กระบวนการผลิต คือ การประมวลผล และผลิตภัณฑ์คือ สิ่งส่งออก ซึ่งสื่อถึงความหมายของระบบการผลิตนั่นเอง ดังนั้น หากปัจจัยการผลิตของธุรกิจประกอบด้วยทรัพยากรมนุษย์ทั้งถือเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตด้วย
                ในส่วนกระบวนการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปปัจจัยการผลิตต่างๆ เป็นผลิตภัณฑ์ มีการออกแบบระบบการดำเนินงานการวางแผนและจัดโครงสร้างการผลิตและดำเนินงาน ตลอดจนการควบคุมการผลิตและดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ จะเห็นได้ว่าการจัดการการผลิตและดำเนินงานที่ดีของธุรกิจจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายขององค์การและช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอีกด้วย
2. วิวัฒนาการผลิต
                ธุรกิจส่วนใหญ่ดำเนินการผลิตบนพื้นฐานการผลิตเก็บเป็นสินค้าคงคลัง มีจุดเน้นด้านการผลิตสินค้าปริมาณมากและขายสินค้าผ่านเครือข่ายของช่องทางการตลาดหลากหลายรูปแบบมีการสร้างระบบข้อมูลที่ใช้ติดตามรอยการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ ทำให้ทราบถึงระดับสินค้าคงเหลือแต่ละรายการ สำหรับงานการผลิตที่เร่งรีบมักจะมีราคาแพง และทางเลือกของการสั่งผลิตยังมีจำกัด ต่อมาจึงได้เปลี่ยนวิธีการผลิตโดยการนำแนวคิดของระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดีมาใช้และใช้วิธีการผลิตตามคำสั่งมาแทนที่การผลิตเก็บเป็นสินค้าคงคลัง


3. กลยุทธ์การผลิตและดำเนินงาน
สะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายระยะยาวขององค์การต้องอาศัยความร่วมมือจากแผนกการตลาดและการผลิตที่จะทำการค้นหาความต้องการของลูกค้าและนำมากำหนดเป็นความได้เปรียบทางการผลิต เพื่อธุรกิจจะสามารถรักษาลำดับสำคัญทางการแข่งขัน ทั้งในด้านการผลิตต้นทุนที่ต่ำ การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงและมีการรักษาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง มีความรวดเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มีการส่งมอบสินค้าและบริการที่รวดเร็วและตรงต่อเวลา ซึ่งริทแมนและกราจิวสกีจำแนกกลยุทธ์การผลิตเป็น 3 กลยุทธ์ดังนี้
                กลยุทธ์ที่ 1 การผลิตเก็บเป็นสินค้าคงคลัง
                กลยุทธ์ที่ 2 การผลิตตามคำสั่ง
                กลยุทธ์ที่ 3 การประกอบสินค้าตามคำสั่ง
4. หน้าที่ทางการผลิตและดำเนินงาน
                หัวใจสำคัญของธุรกิจประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆที่ก่อให้เกิดผลผลิตในรูปแบบของสินค้าหรือบริการ จัดแบ่งหน้าที่เป็น 2 ด้านคือ หน้าที่ด้านการผลิต ซึ่งเน้นความพึงพอใจของลูกค้าในสินค้าหรือบริการของลูกค้าเป็นหลักและอีกหน้าที่หนึ่ง คือ หน้าที่ด้านโรงงาน เน้นความสามารถด้านการรองรับปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้ ต้องคำนึงถึงการลดต้นทุนสินค้าหรือบริการ การเพิ่มคุณภาพการผลิต การจัดส่งสินค้าที่ตรงเวลา ตลอดจนมีความยืดหยุ่นทางการผลิต โดยแบ่งได้ดังนี้
                4.1 การวางแผนและพัฒนาผลิตภัณฑ์
                4.2 การออกแบบกระบวนการผลิต
                4.3 การวางแผนทำเลที่ตั้งโรงงาน
                4.4 การวางแผนการผลิตและดำเนินงาน
                4.5 การจัดการวัสดุและสินค้าคงเหลือ
                4.6 การควบคุมคุณภาพสินค้า
4.7 การลดต้นทุนการผลิต
4.8 การขจัดความสูญเปล่า
4.9 ความปลอด ภัยในโรงงาน
4.10 การเพิ่มผลิตภาพทางการผลิต
4.11 การบำรุงรักษา
4.12 การประสานงานกับหน่วยงานอื่น
5. การจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์
                ฐาปนา บุญหล้า (2548 หน้า 4 , 9) นิยามความหมายของ การจัดการโซ่อุปทานและการจัดการโลจิสติกส์ไว้ดังนี้
                การจัดการโซ่อุปทาน หมายถึง การกำหนดกระบวนการบูรณาการด้านการวางแผน การจัดหา การผลิต การจัดส่ง และการคืนสินค้า โดยเริ่มตั้งแต่ผู้ขายทุกระดับจนถึงผู้ซื้อทุกระดับ ตลอดจนวางแนวทางด้านกลยุทธ์ด้านการปฏิบัติการขององค์การ ก่อให้เกิดการไหลของสินค้า งาน ตลอดจนสารสนเทศที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะลดต้นทุนรวมให้ต่ำที่สุด สร้างความพอใจสูงสุดให้กับผู้บริโภค
                การจัดการโลจิสติกส์ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการโซ่อุปทาน คือ การวางแผน การปฏิบัติงานและการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นประสิทธิผลการไหลของสินค้า การจัดเก็บสินค้า การบริการและสารสนเทศที่เกี่ยวข้องตั้งแต่จุดกำเนิดจนถึงผู้บริโภค เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า
6. ระบบการผลิตยุคใหม่
การประยุกต์ใช้แนวคิดทางการผลิตอย่างได้ผล และยังเป็นที่ยอมรับทั่วไปในวงการผลิตและดำเนินงานในปัจจุบันมี 2 ระบบ คือ ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดีและระบบการผลิตแบบลีน ดังนี้
6.1 ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี คือ แนวคิดทางการผลิตที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบการผลิตแบบโตโยต้า ซึ่งยึดหลักการสำคัญ คือ ผลิตในจำนวนเท่าที่ต้องการ ในเวลาที่ต้องการและมีการควบคุมสินค้าคงเหลือให้น้อยที่สุดโดยโครงสร้างของระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี มีดังนี้
6.1.1 กรรมวิธีการผลิต 3 ประการ คือ
                1. การปรับเรียบการผลิต
                2. การออกแบบเครื่องมือและวิธีการผลิต
                3. สร้างมาตรฐานของงาน
                6.1.2 ระบบข้อมูลผลิต มีการนำแผ่นป้ายกันบังมาใช้ในสำหรับการสื่อสารการผลิตระหว่างหน้าที่งานภายในโรงงาน
                ในส่วนผลที่ได้รับในการประยุกต์การใช้ระยุกต์การผลิตแบบทันเวลาพอดี คือ การเพิ่มคุณภาพสินค้าและลดของเสียระหว่างผลิตให้น้อยลง จูงใจพนักงานให้ปรับปรุงงานผลิตอย่างเต็มความสามารถ ลดต้นทุนแรงงานของการผลิตเกินความจำเป็น
                6.2 ระบบการผลิตแบบลีน เป็นระบบการผลิตที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าทำให้เกิดมาตรฐานการผลิตที่มีคุณภาพสูง มุ่งขจัดความสูญเปล่าอันสืบเนื่องมาจากทั้งด้านคุณภาพ การจัดส่งสินค้าบริการแก่ลูกค้าซึ่งพัฒนามาจากการผลิตแบบโตโยต้า ซึ่งนิพนธ์ บัวแก้ว ได้ระบุหลักการของลีน 5 ข้อดังนี้
                6.2.1 การระบุคุณค่าของสินค้าและบริการ
                6.2.2 การแสดงสายธารคุณค่า
                6.2.3 การทำให้เกิดการไหลของคุณค่าอย่างต่อเนื่อง
                6.2.4 การให้ลูกค้าเป็นผู้ดึงคุณค่าจากกระบวนการ
                6.2.5 การสร้างคุณค่าและกำจัดความสูญเปล่าอย่างต่อเนื่อง
สารสนเทศทางการผลิต
1. แนวคิดและความหมาย คือ สารสนเทศที่ได้รับจากการประมวลผลของระบบสารสนเทศทางการผลิต ต้องอาศัยข้อมูลและสารสนเทศจากภายในและภายนอกองค์การ
2. การจำแนกประเภทจำแนกได้เป็น 3 ประเภทดังนี้
                2.1 สารสนเทศเชิงปฏิบัติการ คือ สารสนเทศที่ได้รับจากการดำเนินการผลิตในส่วนต่างๆ ดังนี้
                                2.1.1 สารสนเทศด้านการดำเนินการผลิต
                                2.1.2 สารสนเทศด้านควบคุมคุณภาพ
                                2.1.3 สารสนเทศด้านการแก้ปัญหา
                2.2 สารสนเทศเชิงบริหาร คือ สารสนเทศที่ใช้สนับสนุนงานการวางแผนและจัดการผลิตดังนี้
                                2.2.1 สารสนเทศด้านออกแบบการผลิต
                                2.2.2 สารสนเทศด้านวางแผนการผลิต
                                2.2.3 สารสนเทศด้านการจัดการโลจิสติกส์
                                2.2.4 สารสนเทศด้านการควบคุมการผลิต
                2.3.สารสนเทศภายนอกองค์การ คือ สารสนเทศที่ได้จากกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลจากสภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ จำแนกได้ 2 ประเภท คือ
                                2.3.1 สารสนเทศด้านผู้ขายวัสดุ
2.3.2 สารสนเทศด้านผู้ขนส่งวัสดุ
กระบวนการทางธุรกิจของระบบสารสนเทศ
1. ระบบออกแบบการผลิต  ต้องมีการออกแบบการผลิตในแต่ละส่วนที่เกี่ยวข้องก่อนเริ่มงานด้านการวางแผนและการดำเนินการผลิต ซึ่งระบบออกแบบการผลิต คือ ระบบที่มุ่งเน้นถึงหน้าที่ด้านการออกแบบในส่วนของผลิตภัณฑ์และระบบการผลิต คำนึงถึงลักษณะของผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตที่ดี จำแนกได้ 2 กระบวนการ ดังนี้
                1.1 การออกแบบผลิตภัณฑ์ การกำหนดรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ ในส่วนของการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น การสร้างนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ ถือเป็นหน้าที่ของฝ่ายการตลาดในการดำเนินการวิจัยตลาด
                การจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งซึ่งยินยอมให้ผู้ผลิตและผู้ขายวัสดุ สามารถควบคุมและแบ่งปันการใช้ข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในส่วนของงานด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และความพยายามที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการให้ความสนับสนุนด้านการปฏิบัติการในโซ่อุปทาน
                1.2 การออกแบบระบบการผลิต Turban et al. (2006, p. 258) ได้ยกตัวอย่างการออกแบบดังนี้
                                1. การผลิตรถยนต์ของบริษัทโตโยต้า จำกัด เป็นผู้นำในการประยุกต์ใช้ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดีร่วมกับระบบการผลิตแบบหยุดอัตโนมัติได้รับผลประโยชน์จากการลดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์จาก 15 วัน เหลือเพียง 1 วัน
                                2. แบบจำลองสายการผลิตคอมพิวเตอร์ของบริษัท เดลล์ คอมพิวเตอร์ จะเป็นไปในลักษณะของการรอรับคำสั่งซื้อของลูกค้าและมีการจัดหาส่วนประกอบและชิ้นส่วนของเครื่องคอมพิวเตอร์
5. ระบบควบคุมการผลิต จะเน้นถึงการควบคุมให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้โดยใช้สารสนเทศทางการผลิตบางส่วน เช่น คำสั่งซื้อของลูกค้า สถานภาพการผลิตของแต่ละสถานีผลิต เพื่อตรวจสอบดูความก้าวหน้าของการผลิตเพื่อเป็นเครื่องมือช่วยควบคุมการผลิต นอกจากนี้ในบางธุรกิจอาจใช้วิธีการบริหารโครงการเป็นเครื่องมือช่วยควบคุมการผลิต แบ่งได้ 4 ส่วนดังนี้
                5.1 การควบคุมปฏิบัติการการผลิต การติดตามผลปฏิบัติการผลิตภายในโรงงาน มีการใช้ระบบสารสนเทศด้านการปฏิบัติการการผลิตเพื่อติดตามการดำเนินร่องรอยการดำเนินการผลิตและการควบคุมองค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต ซึ่งก็คือ วัตถุดิบ อุปกรณ์ แรงงาน คำสั่งผลิต รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกทางการผลิต
                5.2 การควบคุมคุณภาพ เป็นความพยายามส่วนหนึ่งของธุรกิจ ที่ควบคุมคุณภาพโดยรวมทั้งองค์การโดยมีการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านควบคุมคุณภาพ เพื่อนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพของวัสดุและชิ้นส่วนที่จัดหามาให้ ตลอดจนคุณภาพของสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่อยู่ระหว่างการผลิตและคุณภาพของสินค้าสำเร็จรูปที่ผลิตเสร็จแล้ว โดยใช้ระบบเมตริก เป็นระบบการบันทึกผลลัพธ์จากการตรวจสอบคุณภาพและเปรียบเทียบผลจากมาตรฐานกับผลที่เกิดขึ้นจริง ในการเก็บรวบรวมสารสนเทศด้านควบคุมคุณภาพ ทำได้โดยการพัฒนาเป็นระบบสารสนเทศบนเว็บซึ่งจะแปลความหมายในทีนทีที่ต้องการหรือมีการจัดเก็บในฐานข้อมูลเพื่อใช้สำหรับการวิเคราะห์ในอนาคตและมีระบบการรวบรวมข้อมูลและผลิตรายงานประจำงวดเพื่อแสดงเปอร์เซ็นต์ของเสียระหว่างผลิตและเปอร์เซ็นต์ของงานที่ต้องการดำเนินการใหม่
                5.3 การควบคุมต้นทุน ต้นทุนค่าวัสดุค่าแรงและค่าใช้จ่ายโรงงาน ยังมีการเกิดต้นทุนที่สำคัญส่วนอื่น เช่น ต้นทุนด้านการจัดหาวัตถุดิบ ต้นทุนด้านการควบคุมคุณภาพ ต้นทุนของเสียระหว่างการผลิต และต้นทุนการบำรุงรักษา ดังนั้น ในระบบการผลิตจึงจำเป็นต้องมีการควบคุมต้นทุนเพื่อมิให้บานปลายออกเกินความจำเป็น
                5.4 การบำรุงรักษา คือ การซ่อมบำรุงเครื่องจักรหรืออุปกรณ์การผลิตให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะทำงานได้ เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดข้อบกพร่องในการทำงานและเป็นการรักษาความปลดภัยในการทำงานด้วย แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ การซ่อมบำรุงเพื่อป้องกันมิให้เกิดการชำรุดและการซ่อมบำรุงเมื่อเครื่องจักรหรืออุปกรณ์มีการชำรุดแล้ว
เทคโนโลยีทางการผลิต
1.โปรแกรมสำเร็จรูปทางการผลิต คือ ซอฟแวร์เชิงพาณิชย์ประเภทหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นใช้เฉพาะกับงานด้านการประมวลผลสารสนเทศทางการผลิตและจำเป็นต้องใช้ร่วมกับระบบจัดการฐานข้อมูล (ดีบีเอ็มเอส) เพื่อสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ แบ่งได้ 5 ประเภทดังนี้
1.1 โปรแกรมสำเร็จรูปด้านจัดการโลจิสติกส์ คือ ซอฟแวร์เชิงพาณิชย์ซึ่งอำนวยความสะดวกต่อการทำกิจกรรมด้านโลจิสติกส์ ตลอดจนการเชื่อมโยงกับระบบประมวลผลคำสั่งซื้อ
1.2 โปรแกรมสำเร็จรูปด้านควบคุมสินค้าคงเหลือ คือ ซอฟแวร์เชิงพาณิชย์ซึ่งอำนวยความสะดวกด้านการควบคุมสินค้าคงเหลือ มีการประยุกต์ใช้ตัวแบบสินค้าคงเหลือโดยอัตโนมัติ อีกทั้งมีการพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจบนเว็บ ทำให้องค์การสามารถปรับปรุงงานด้านการจัดการและทำการเติมเต็มสินค้าในคลังสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
1.3 โปรแกรมสำเร็จรูปด้านวางแผนความต้องการวัสดุ คือ ซอฟแวร์เชิงพาณิชย์ซึ่งอำนวยความสะดวกต่อการวางแผนด้านการจัดหาชิ้นส่วน วัสดุและส่วนประกอบย่อยของเครื่องจักร เป็นรายการที่มีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของหลายผลิตภัณฑ์และหลายส่วนประกอบ
1.4 โปรแกรมสำเร็จรูปด้านวางแผนทรัพยากรด้านการผลิต คือ ซอฟแวร์ที่พัฒนามาจากโปรแกรมสำเร็จรูปด้านวางแผนความต้องการวัสดุ มีฟังก์ชันสนับสนุนการทำงานที่เพิ่มขึ้น เช่น ในส่วนการอิวัอกรายงาน ทั้งยังมีวัฒนาการของระบบวางแผนทรัพยากรการผลิต ขยายตัวไปสู่ระบบวางแผนทรัพยากรณ์องค์กรอีกด้วย
1.5 โปรแกรมสำเร็จรูปด้านการผลิตแบบทันเลาทันที คือ ซอฟแวร์เชิงพาณิชย์ที่ได้รับการสนับสนุนด้านการพัฒนาซอฟแวร์จากผู้ขายซอฟแวร์คอมพิวเตอร์รายใหญ่ โดยมุ่งเน้นถึงเป้าหมายในด้านการลดสูญเสียทรัพยากรผลิตให้น้อยที่สุดและยังมีการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ดีขึ้น
2. การใช้หุ่นยนต์
                บางโรงงานอุตสาหกรรมอาจมีการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยงานด้านการกระจายและการจัดการวัสดุในโกดังสินค้าขนาดใหญ่ หรือ มีการใช้หุ่นยนต์ช่วยงานด้านการนำออกวัสดุและชิ้นส่วนหน่วยเก็บสินค้าในเวลาต้องการ
3. การใช้รหัสแท่ง
สัญลักษณ์ที่อยู่ในรูปของแท่ง คือ แท่งที่มีสีเข้มและช่องว่างที่มีสีอ่อน แท่งเหล่านี้จะเป็นตัวแทนของตัวเลขหรือตัวอักษรและสามารถอ่านข้อมูลที่เก็บในรหัสแท่งด้วยเครื่องกราดตรวจ ข้อมูลทุกอย่างจะถูกจัดเก็บไว้ภายในฐานข้อมูล เมื่อมีธุรกรรมใดๆ เกิดขึ้นระบบจะจัดการข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยอัตโนมัติ
4.การใช้อินเทอร์เน็ต
                ปัจจุบันธุรกิจมีการพัฒนาระบบสารสนเทศบนเว็บพื้นฐานเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาใช้เพื่อสนับสนุนงานด้านการจัดการผลิตและดำเนินงาน เพื่อช่วยเสริมการทำงานของระบบสารสนเทศทางการา
                4.1 ระบบการจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ใช้ออกแบบผลิตจักรยาน มีการรวมตัวของกลุ่มทีมงานโปนเจ็กลิงค์เพื่อประยุกต์ใช้ระบบจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์และสามารถออกแบบต้นแบบจักรยานยุค 2003 ที่มีความเร็วเพิ่มขึ้นจากเดิมหลายเท่าตัว
                4.2 ระบบจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์ ใช้สนับสนุนกิจกรรมด้านโลจิสติกส์ขาเข้าในส่วนการจัดหาวัสดุจากผู้ขายวัสดุ โดยการเทคโนโลยีเสียงและเครื่องกราดตรวจร่วมกับระบบสื่อสารแบบไร้สายเพื่อสนับสนุนงานด้านการตรวจรับวัสดุจากผู้ขาย
                4.3 ระบบสารสนเทศด้านควบคุมคุณภาพบนเว็บ มีการพัฒนาขึ้นโดยผู้ขายซอฟแวร์หลายราย สำหรับการคำนวณผลการปฏิบัติการตามมาตรฐาน
                4.4 ระบบสารสนเทศด้านบริหารโครงการบนเว็บ โดยมุ่งเน้นที่การปรับระบบการจัดสรรทรัพยากรและการตัดสินใจ การใช้ซอฟแวร์พิเศษเพื่อประมาณการต้นทุน รวมทั้งการใช้ซอฟแวร์ช่วยบริหารโครงการในระบบออนไลน์
                4.5 ระบบสารสนเทศด้านจัดตารางการทำงานของลูกจ้างบนเว็บ สำนักงานดีโปต์ได้พัฒนาระบบสารสนเทศนี้เพื่อช่วยงานด้านการวางแผนและจัดตารางการผลิต การจัดสรรแรงงาน เพื่อผลประโยชน์ด้านลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า
                4.6 ระบบสารสนเทศด้านจัดการสินค้าโกดังบนเว็บ ได้พัฒนาระบบสารสนเทศด้านจัดการโกดังสินค้าเพื่อปรับการพยากรณ์การผลิตและปรับกระบวนการจัดการสินค้าคงเหลือที่ดีขึ้น

5. การออกแบบใช้คอมพิวเตอร์ช่วย
                การออกแบบใช้คอมพิวเตอร์ช่วย หรือแคด คือระบบที่ช่วยสนับสนุนการออกแบบทางวิศวกรรมของส่วนประกอบผลิตภัณฑ์อาจอยู่ในรูปแบบคำสั่งให้ชิ้นส่วนทำงาน กระบวนการออกแบบจะคำนึงถึงความคิดเห็นของลูกค้ามากขึ้นมีการใช้แคดเพื่อสร้างแบบจำลองผลิตภัณฑ์และทำการทดลองประสิทธิภาพของแบบจำลองนั้น อีกทั้งยังประเมินต้นทุนการผลิตที่ลดลงจากปรกติก่อนที่จะดำเนินการผลิตจริง นอกจากนี้ยังสามารถใช้ข้อมูลที่ได้จากงานด้านการออกแบบเพื่อบ่งบอกถึงปัญหาที่มีอยู่ของผลิตภัณฑ์ และช่วยสนับสนุนด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
6. การผลิตใช้คอมพิวเตอร์ช่วย
                การผลิตใช้คอมพิวเตอร์ช่วยหรือแคม คือ ระบบควบคุมและกระชับกระบวนการผลิตอัตโนมัติ มักใช้ทำงานร่วมกับแคด มีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยติดตามดูแลและควบคุมกระบวนการผลิตในโรงงาน ทั้งยังมีการตั้งโปรแกรมวิเคราะห์งานประจำวัน เพื่อทดสอบข้อขัดแย้งของระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การผลิตหรืออาจมีการพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยเลียนแบบการทำงานของมนุษย์
7. ระบบการผลิตแบบยืดหยุ่น
                ระบบที่รองรับการเปลี่ยนแปลงคำสั่งการผลิตของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อาจจะเป็นการเปลี่ยนจากผลิตภัณฑ์หนึ่งเป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งหรือมีการเปลี่ยนแปลงวัสดุการผลิต ในขณะที่เครื่องจักรยังดำเนินการผลิตอยู่ ช่วยลดเวลาจากสายงานผลิตที่ส่งผลให้ธุรกิจตอบสนองความต้องการของตลาดและการแข่งขันได้อย่างรวดเร็ว
8. การผลิตแบบผสมผสานด้วยคอมพิวเตอร์
                หรือ ซิม คือ ระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ เชื่อมโยงส่วนประกอบของกระบวนการผลิตเข้าด้วยกัน มุ่งเน้นเป้าหมายในด้านการเชื่อมต่อกระบวนการผลิตและกระบวนการประมวลผลคำสั่งซื้อ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ ตลอดจนการขนส่ง โดยการเพิ่มประสิทธิภาพของการประสานการดำเนินการของหน่วยผลิตต่างๆ อีกทั้งยังใช้ซิมเพื่อบูรณาการระบบย่อยต่างๆ ขององค์การเข้าด้วยกัน
                ระบบสารสนเทศทางการผลิตส่วนใหญ่จะเป็นระบบบนเว็บสามารถสนับสนุนการใช้ซิม ดังนี้
1.            เป็นระบบอย่างง่าย
2.            เป็นระบบอัตโนมัติ
3.            เป็นระบบบูรณาการ
9. ระบบบูรณาการทางการผลิต
                มีการบูรณาการกิจกรรมต่างๆ เข้าด้วยกันมีความง่ายต่อการใช้งานและยังมีความเป็นอัตโนมัติ ซึ่งมุ่งเน้นถึงการผลิตสินค้าที่หลากหลายชนิด เช่น มีการใช้งานวิศวกรรมใช้คอมพิวเตอร์ช่วยร่วมกับการออกแบบใช้คอมพิวเตอร์ช่วย ทั้งยังมีการออกแบบการผลิตที่ดีด้วยระบบการวางแผนกระบวนการผลิต นอกจากนี้ธุรกิจยังมีการใช้ระบบการวางแผนความต้องการวัสดุ (เอ็มอาร์พี) บูรณาการเข้ากับระบบจัดตารางการผลิตและระบบดำเนินการผลิตในโรงงาน คือ ระบบวางแผนทรัพยากรการผลิต (เอ็มอาร์พี II) นั่นเอง มีการเชื่อมโยงโมดูลงานที่หลากหลายของการวางแผนทรัพยากรการผลิตกับโมดูลของการวางแผนทรัพยากรองค์การเพื่อผลตอบแทนอย่างสูงสุดของระบบบูรณาการทางการผลิตอีกด้วย
10. ระบบสับเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
                ปัจจุบันมีการใช้ระบบสับเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลทั้งในส่วนของตัวอักษร ภาพ เสียง วิดีโอ ผ่านทางเครือข่ายส่วนตัวหรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็ได้ ส่วนใหญ่จะใช้รับและส่งข้อมูลเอกสารที่ใช้อยู่ประจำโดยสร้างรูปแบบมาตรฐานของเอกสารและส่งผ่านจากระบบคอมพิวเตอร์ขององค์การไปยังระบบคอมพิวเตอร์ขององค์การคู่ค้า การใช้ระบบแลกเปลี่ยนอิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นการลดความซับซ้อนด้านกระบวนการทางธุรกิจและลดเวลาการรับและส่งเอกสารอีกทั้งยังเพิ่มความรวดเร็วได้เป็นอย่างมาก
                ธุรกิจมักมีการประยุกต์ระบบสับเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับงานด้านโลจิสติกส์ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาวัสดุ การขนส่งและการผ่านพิธีการศุลกากร นอกจากนี้องค์การผู้ซื้อสามารถประยุกต์ใช้ระบบโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสั่งธนาคารให้โอนเงินชำระค่าซื้อสินค้า ค่าธรรมเนียมผ่านพิธีการศุลกากร ค่าบริการขนส่ง ไปยังผู้รับเงินเป้าหมายอย่างถูกต้องและรวดเร็ว ส่งผลให้องค์การคู้ค้าหรือพันธมิตรทางธุรกิจเกิดความพึงพอใจในการติดต่อการค้ากับองค์การอย่างต่อเนื่อง
 อ้างอิง ผศ. รุจิจันทร์ พิริยะสงวนพงศ์   สารสนเทศทางธุรกิจ  ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)

บทความเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ 5

4G เทคโนโลยีในฝัน ที่กำลังจะเป็นจริง
Alwin Toffler นักอนาคตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงกล่าวว่า อนาคตมักจะมาเร็วเสมอ การสื่อสารไร้สายก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน โดยขณะที่ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G กำลังขยายไปทั่วโลก แต่ก็ยังช้ากว่าแผนที่วางไว้ประมาณสองปี และขณะนี้กลุ่มของเทคโนโลยีสื่อสารเคลื่อนที่ใหม่ ที่กำลังถาโถมเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ 4Gความน่าสนใจที่จะพัฒนาเทคโนโลยี 4G ก็เป็นผลมาจากจุดอ่อนของระบบ 3G นั่นเอง โดยที่ผู้ประกอบการธุรกิจโทรคมนาคมทั่วโลกได้ลงทุนเป็นจำนวนเงินสูงถึงหนึ่งแสนล้านดอลล่าร์ เพื่อซื้อใบอนุญาตใช้สิทธิในการประกอบการโทรคมนาคมเครือข่าย 3G เพียงเพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่สามารถสื่อสารแบบมัลติมีเดียแบบเคลื่อนที่ได้ แต่การนำมาใช้จริงกลับกลายเป็นทำได้ยากกว่าที่คาดไว้ และยังมีการลงทุนทางด้านเครือข่ายและการบำรุงรักษาเครือข่ายที่สูง จึงสร้างความไม่มั่นใจให้กับผู้ประกอบกิจการที่กำลังจะพัฒนาระบบจาก 2.5G สู่ 3Gขณะที่ 3G กำลังสะดุด เทคโนโลยีไร้สายอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Wi-Fi ได้รับการตอบรับอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อนตั้งแต่การบูมครั้งใหญ่ของอินเตอร์เน็ต Wi-Fi ให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงเชื่อมต่อกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในระยะ 50 เมตรหรือสถานีฐานขนาดเล็ก แต่เนื่องจากระยะการติดต่อสื่อสารที่สั้นของเทคโนโลยี Wi-Fi จึงทำให้การครอบคลุมการใช้งานไม่เป็นที่พอใจของผู้ใช้แรงจูงใจในการพัฒนาเทคโนโลยี 4G มีดังนี้คือ ความสามารถในการทำงานของ 3G อาจจะไม่เพียงพอที่จะสนองตอบความต้องการของแอพพลิเคชั่นสูง ๆ อย่างเช่น มัลติมีเดีย, วิดีโอแบบภาพเคลื่อนไหวที่เต็มรูปแบบ (Full-motion video) หรือการประชุมทางโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless teleconferencing) ทำให้เกิดความต้องการเทคโนโลยีเครือข่ายที่จะมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถของ 3G โดยจะต้องเป็นเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่มากด้วย มาตรฐานที่ซับซ้อนของ 3G ทำให้ยากในการเชื่อมโยงและทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่าย แต่เราต้องการใช้งานแบบเคลื่อนที่และพกพาไปได้ทั่วโลก 3G ทำงานบนแนวคิดของการให้บริการบริเวณพื้นที่หนึ่ง แต่เราต้องการเครือข่ายแบบผสมผสานที่สามารถใช้งานเครือข่ายได้ทั้งแบบ Wireless LAN (Hot spot) นักวิจัยต้องการให้รูปแบบการแปลงคลื่นมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งไม่สามารถทำได้ในโครงสร้างของ 3G ระบบ 4G เป็นระบบเครือข่ายแบบ IP digital packet ทำให้สามารส่ง Voice และ Data ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตด้วยราคาการให้บริการที่ถูกมาก และมีรูปแบบที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นการพัฒนาระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค 4G ได้มีการพัฒนาโดยเน้นเรื่องการรักษาความปลอดภัย โดยการนำไบโอแมทริกซ์มาผสมผสาน ทำให้สามารถซื้อขายกันได้โดยผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือ Mobile Internet และยังสามารถหักบัญชีเงินในธนาคาร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสินค้าหรือบริการได้ทันที ระบบไบโอแมทริกซ์ จึงเข้ามามีบทบาทอย่างมากในธุรกิจในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะเห็นอย่างชัดเจนในยุคโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4G นั่นคือในธุรกิจ Mobile Commerce นั่นเองซอฟแวร์ที่เกี่ยวกับสื่อมัลติมีเดีย นับเป็นกลุ่มซอฟแวร์ที่จะถูกนำมาใช้ร่วมกับระบบ 4G โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลถูกพัฒนาให้สูงกว่า 100 เมกะบิตต่อวินาที ตัวอย่างเช่น คุณ อาจดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอมาไว้ในรถยนต์ ก่อนออกเดินทางไกล เพื่อว่าจะได้มีหนังดีๆ รวมทั้งข้อมูลการท่องเที่ยวไว้ดูบ้างในระหว่างเดินทาง นั่นคือธุรกิจ Software house และ ธุรกิจเกี่ยวกับการสร้าง Content ในระดับ SME ที่มีความคิดสร้างสรรค์ ก็จะมีโอกาสในธุรกิจสื่อมัลติมีเดียบนอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่เป็นอย่างมาก ลองนึกภาพ การที่คุณสามารถใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อซื้อน้ำอัดลมจากตู้ขายอัตโนมัติ ใช้โทรศัพท์เครื่องเดียวกันสั่งซื้ออัลบั้มเพลง ล่าสุดและดาวน์โหลลงเครื่องเล่น MP3 ได้โดยตรง หรือการที่ นักท่องเที่ยวสามารถใช้คอมพิวเตอร์พกพาเพื่อหาจองโรงแรมที่ใกล้ที่สุด และราคาเหมาะสมที่สุดขณะที่นั่งรถแท็กซี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุค 4G จะมีความสามารถและสมรรถนะสูงมาก ในระดับที่สามารถชมภาพวิดีโอกันแบบสดๆได้ พร้อมคุณภาพระดับ DVD ตามการเปิดเผยของซัมซุงฯ เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ ทางซัมซุงฯได้เพิ่มบุคลากรในแผนกอาร์แอนด์ดี ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบ 4G แล้วมีการคาดหวังถึงความสะดวกสบายและประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับเมื่อบริการ M-Commerce บนระบบ 4G จะเป็นที่ยอมรับและแพร่หลาย ทำให้เกิดแนวคิดมากมายในการทำ M-Commerce เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด เช่นแนวคิดเกี่ยวกับการกระจายข้อมูลออกไปในระยะใกล้ โดยมีเป้าหมายคือผู้บริโภคที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณเดินผ่านร้านขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คุณอาจจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ ๆ ที่มีจำหน่ายในร้าน และคุณก็สามารถที่จะตรวจสอบราคาสินค้า เปรียบเทียบราคากับร้านอื่นๆ เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกที่สุด หรือเมื่อคุณนั่งรถไฟฟ้าผ่านสถานที่ท่องเที่ยว โทรศัพท์เคลื่อนที่ 4G ของคุณก็จะได้รับแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ของบริเวณนั้นบนจอของคุณ อีกทั้งข้อความโฆษณาของโรงแรมหรือที่พักที่อยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวนั้น ๆ เป็นต้นขณะนี้ ประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี จับมือกันแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี หวังสร้างมาตรฐานร่วม 4G แห่งเอเชีย โดย ชูคุณสมบัติเด่น รับส่งข้อมูล 100 เมกะบิตต่อวินาที พร้อมเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยอาศัยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโปรโตคอล เวอร์ชั่น 6 หรือไอพีวี (IPv 6) ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้พัฒนาขี้นเป็นรายแรก และมีแผนที่จะผลักดันให้กลายเป็นมาตรฐานระดับโลกจะเห็นได้ว่าตอนนี้เหล่าผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และนักพัฒนาเริ่มตื่นตัวกับเทคโนโลยีใหม่กันแล้ว และดูเหมือนการแข่งขันที่เกิดขึ้นจะรุนแรงกว่า 3G มาก จนทำให้การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ครั้งนี้ อาจจะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปอีกแล้ว แต่น่าจะเป็นลักษณะการเคลื่อนไหวแบบก้าวกระโดด
  อ้างอิง     http://exconsole.exteen.com/20070717/4g                    

คำถามท้ายบทที่5

คำถามท้ายบทที่5
1.             จงยกตัวอย่างผู้ใช้สารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์มาสัก 2 ตัวอย่าง
= ตัวอย่าง เช่น มนุษย์มีการนำเทคโนโลยีด้านต่างๆ มาช่วยในการจัดหาบุคลากรเข้ามาทำงานภายในองค์การมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือก การจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงาน เป็นต้น
2.             จงเปรียบเทียบความแตกต่างของการบริหารงานบุคคลและการบริหารทรัพยากรมนุษย์
=  ความคล้ายคลึงกันระหว่าง การบริหารงานบุคคลและ การจัดการทรัพยากรมนุษย์คือ การดำเนินงานภายในองค์การเกี่ยวกับงานด้านบุคลากร  ตั้งแต่การรับสมัคร การคัดเลือก การบรรจุเข้าทำงาน การจัดสรรเจ้าหน้าที่ การประเมินผลการทำงาน ทำหน้าที่เป็นผู้คุมกฎ (ตรวจสอบการมา ลา สาย ขาด กิจ ป่วย) การบริหารเงินเดือนค่าตอบแทน ไปจนถึง การดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการลาออกหรือการเกษียณอายุของพนักงาน  เหล่านี้ถือเป็น งานประจำทางด้านการบุคลากร (Personnel Routine)  ซึ่งมีลักษณะของการปฏิบัติที่เหมือนกันทั้ง การบริหารงานบุคคลและ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ 
3. จากหลักการ 4ข้อและภารกิจ4 ประการของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ท่านคิดว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่อย่างไร
= มี เนื่องจากในการบริหารองค์การให้มีความเจริญเติบโตได้นั้นผู้บริหารหรือบุคลากรจะต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถและมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ  การที่จะหาบุคลเข้ามาทำงานให้กับองค์การนั้นจำต้องผ่านกระบวนการต่างๆ คือ การสรรหา คือ การสรรหาผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานให้กับองค์การ การพัฒนาเป็นการฝึกอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับหน้าที่งานในปัจจุบัน การธำรงรักษาเป็นสิ่งที่องค์การควรกระทำให้บุคลากรมีความพึงพอใจในการทำงาน และการใช้ประโยชน์ คือ การใช้บุคลากรให้เหมาะสมกับงาน เป็นต้น
4. หากธุรกิจแห่งหนึ่งมีการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ดี มีประสิทธิภาพท่านคิดว่าธุรกิจนั้นจะได้รับประโยชน์อย่างไร
                = 1. ผู้บริหารสามารถเพิ่มขีดความสามารถด้านการวางแผนทรัพยากรองค์การ
3.             ผู้บริหารสามารถจัดสรรบุคลากรให้เหมาะสมกับงาน
4.             บุคลากรจะได้รับการพัฒนาตนเองทั้งส่วนความรู้และความสามารถ
5.             บุคลากรทำงานได้เต็มศักยภาพ
6.             บุคลากรจะได้รับการปรับปรุงคุณภาพชีวิต เป็นต้น
5. จงยกตัวอย่างสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่นำเสนอต่อผู้บริหารระดับกลางในองค์การ
= ตัวอย่าง เช่น สารสนเทศด้านการสรรหา คือ การสรรหาบุคลากรที่เข้ามาทำงานให้มีความรู้ความสามารถ มีความเหมาะสมกับตำแหน่งงาน เป็นต้น
6. สารสนเทศด้านการเจรจาต่อรองแรงงานมักมีผลประโยชน์ต่อองค์การแลบุคลากรอย่างไร
= บุคลากรเกิดความมั่นใจทางสายงานต่างๆ เช่น ค่าแรงงาน สวัสดิการต่างๆที่องค์การควรที่จะให้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับบุคลากร เป็นต้น
7. ท่านคิดว่าจะมีการใช้เทคโนโลยีใดอย่างแพร่หลายมากขึ้นในอนาคต เพราะเหตุใด
= เทคโนโลยีสารสนเทศ เนื่องจากในการทำงานของมนุษย์ในปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยทุ่นแรงในการทำงานมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถลดข้อผิดพลาดได้มากกว่าการใช้แรงงานมนุษย์และเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า
8. จงอธิบายกระบวนการทางธุรกิจของระบบการสรรหาและคัดเลือก
= ระบบสรรหา หมายถึง ระบบที่เก็บรวบรวมข้อมูลผู้สมัครงานที่มีคุณสมบัติตรงกับคุณลักษณะเฉพาะของตำแหน่งงานที่ว่าง
                ระบบคัดเลือก หมายถึง การเลือกผู้สมัครงานที่ได้รับจดหมายเรียกสัมภาษณ์งานเข้ามารับการสอบสัมภาษณ์กับบริษัทหลังจากนั้นจะทำการประชุมเพื่อสรุปผลการสัมภาษณ์ส่งให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อโอนย้ายข้อมูลผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกและออกจดหมายแจ้งผลการสัมภาษณ์ส่งต่อให้ผู้สมัครเพื่อรับทราบผลการดำเนินต่อไป
9. จงยกตัวอย่างการใช้งานอินทราเน็ตในองค์การสำหรับงานด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
= ตัวอย่าง เช่น การสมัครงานของสถานประกอบการต่างๆ สถาบันการศึกษา สำนักจัดหางาน สหภาพแรงงาน เป็นต้น
10. การเรียนอิเล็กทรอนิกส์มีส่วนช่วยเพิ่มทุนทางปัญญาขององค์การในแง่ใดจงอธิบายv[I,
= การพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมตามความต้องการขององค์การและบุคลากรในองค์การอีกทั้งการเรียนอิเล็กทรอนิกส์ยังช่วยอธิบายคำสอนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งเป็นการสอนที่ง่ายและสะดวกขึ้น การเรียนแบบนี้เป็นการพัฒนาความรู้และทักษะของบุคลากรให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มศักยภาพอีกด้วย

สรุปบทที่ 5

บทที่ 5 ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์
แนวคิดและความหมาย
                Laudon and Laudon (2005, p. 53) ให้คำจำกัดความไว้ว่า ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ หมายถึง ระบบที่ใช้สนับสนุนการทำงานภายใต้กิจกรรมด้านต่างๆ ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์
                O brien (2005, p. 242) ให้คำจำกัดความไว้ว่า ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ หมายถึง ระบบที่ถูกออกแบบเพื่อใช้สนับสนุนงานด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้
                1. การวางแผนความต้องการด้านทรัพยากรมนุษย์ของธุรกิจ
                2. การพัฒนาลูกจ้างให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ
                3. การควบคุมนโยบายตลอดจนแผนงานด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
จากความหมายข้างต้น ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อการนำเสนอสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้กับผู้ใช้สารสนเทศ จำแนกประเภทของผู้ใช้สารสนเทศได้ 2 ประเภท คือ
                1. ผู้ใช้ภายธุรกิจ ประกอบด้วยลูกจ้างผู้ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานต่างๆ ของธุรกิจ
                2. ผู้ใช้ภายนอกธุรกิจ ประกอบด้วยสหภาพแรงงาน หน่วยงานรัฐบาล ตลาดแรงงาน ตลอดจนธุรกิจอื่นๆ
การบริหารทรัพยากรมนุษย์
1. แนวคิดและความหมาย
                สุวิมล สิริทรัพย์ไพบูลย์ (2545, หน้า 213) ให้คำจำกัดความของ การบริหารงานบุคลและการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ไว้ว่า การบริหารงานบุคคล หมายถึง กระบวนการในการสรรหาและคัดเลือกและบรรจุบุคคลที่เหมาะสมเข้าทำงานในองค์การในจำนวนที่พียงพอและเหมาะสม ด้วยการเพิ่มูนความรู้ความสามารถให้ทันสมัยอยู่เสมอ
                การบริหารทรัพยากรมนุษย์ หมายถึง การนำหลักการบริหารงานบุคคล มาใช้เพื่อเชื่อโยงความสัมพันธ์ของการดำเนินงาน พฤติกรรมของบุคคลในองค์การ มีจุดเน้นที่การพัฒนาบุคคลและการจัดการด้านศักยภาพของบุคคลที่เกิดจากประสบการณ์ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จขององค์การตามเป้าหมาย
                สุภาพร พิศาลบุตร และนารีรัตน์หวังสุนทราพร (2546, หน้า 2) กำหนดองค์ประกอบของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ไว้ 3 องค์ประกอบ คือ
                1. ผู้บริหาร คือ ลูกจ้างผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านการจัดสรรทรัพยากรที่ใช้ภายในองค์การ
                2. การบริหารซึ่งถือเป็นทั้งศาสตร์ทั้งศิลป์ ที่ผสมผสานกันระหว่างความรู้และประสบการณ์โดยกำหนดหน้าที่ของการบริหาร 5 ประการ คือ การวางแผน การจัดองค์การ การจัดคนเข้าทำงาน การอำนวยการ และการควบคุม
                3. ทรัพยากรมนุษย์เป็นปัจจัยหนึ่งในหลายปัจจัยที่มีความสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จขององค์การ ทั้งช่วยสร้างภาพพจน์ให้องค์การในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลผลิตและการบริการออกสู่สาธารชน
 2. หลักการบริหารทรัพยากรมนุษย์
                ดนัย เทียนพุฒ (2545, หน้า 21) ได้ระบุถึงหลักการ 4 ข้อดังนี้
                2.1 หลักความรู้  บุคคลทุกคนที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในองค์การ ต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ
2.2 หลักความสามารถ ทุกคนล้วนมีคุณค่าต่อองค์การเสมอแต่หากบุคคลใดที่มีความสามารถ บุคคลนั้นจะเป็นผู้มีคุณค่าสูงสุดด้วย
2.3 หลักความมั่นคง ต้องทำให้บุคลากรเป็นผู้มีความมั่นคงในงานอาชีพ
2.4 หลักความเป็นกลางจากการเมือง ในบางครั้งที่องค์การมีผู้มีอิทธิพลและมีตำแหน่งหน้าที่สูงกว่าผู้อื่นหรืออาศัยความเป็นเครือญาติเป็นเครื่องมือช่วยส่งเสริมความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
จากหลักการทั้ง 4 ข้อนี้ส่งผงให้องค์การเกิดภารกิจด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ทั้ง 4 ด้านดังนี้
2.4.1 การสรรหา (Recruitment) คือ การเสาะแสวงหาบุคคลผู้มีความรู้และความสามารถที่เหมาะสมกับงาน
2.4.2 การพัฒนา (Deleloment) คือ การดำเนินการใด เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรมีความรู้ความสามารถ ทัศนคติ และประสบการณ์เพิ่มขึ้น ทั้งในรูปแบบการฝึกอบรม การศึกษาเพิ่มเติม
2.4.3 การธำรงรักษา (Retention) คือ ความพยายามขององค์กรที่จะทำให้บุคลากรพึงพอใจในการทำงาน
2.4.4 การใช้ประโยชน์(Utillzation) คือ การใช้บุคลให้เหมาะสมกับงาน
3. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
                1. ผู้บริหารสามารถเพิ่มขีดความสามารถด้านการวางแผนทรัพยากรมนุษย์
                2. ผู้บริหารสามารถจัดสรรบุคคลให้เหมาะสมกับงาน ตลอดจนสร้างระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ดีและมีประสิทธิภาพ
3. บุคลากรจะได้รับการพัฒนาตนเองทั้งในส่วนความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์การทำงาน ตลอดจนมีความก้าวหน้าในงานอาชีพ
4. บุคลากรทำงานได้เต็มศักยภาพและมีความพอใจกับงานที่ได้รับจึงมีขวัญและกำลังใจในการทำงาน
5. บุคลากรจะได้รับการปรับปรุงคุณภาพชีวิตและมีสภาพการทำงานที่ดีขึ้น
6. องค์กรบรรลุเป้าหมายในการทำงาน และดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง
7. องค์กรมีโอกาสที่จะพัฒนาความร่วมมือและร่วมใจในการทำงาน
8. สังคมอยู่ได้อย่างสันติสุขเนื่องจากบุคคลในสังคมมีรายได้จากการทำงาน
9. ประเทศชาติมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเพราะองค์การเติบโตอย่างมั่นคง
สารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์
1. แนวคิดและความหมาย  หมายถึง สารสนเทศที่ได้จากการประมวลผลของระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ มักเกิดขึ้นซ้ำ ๆ กันเป็นวัฏจักร
2.การจำแนกประเภท สามารถจำแนกได้เป็น 3 ประเภทดังนี้
                2.1 สารสนเทศเชิงปฏิบัติการ คือ สารสนเทศที่ได้รับจากการปฏิบัติงานด้านต่างๆ ของการทรัพยากรมนุษย์และมีการนำเสนอต่อผู้บริหารระดับล่าง ดังนี้
                                2.1.1 สารสนเทศด้านการคัดเลือก คือ สารสนเทศที่ประกอบด้วยผลการสัมภาษณ์ผู้สมัครงาน
                                2.1.2 สารสนเทศด้านการบรรจุเข้ารับตำแหน่งงาน คือ สารสนเทศที่ประกอบด้วย สถิติการเข้ามอบตัวของผู้ผ่านการคัดเลือก คำสั่งบรรจุและแต่งตั้งบุคลากรที่อาจจัดเก็บอยู่ในระบบประมวลภาพ
                                2.1.3 สารสนเทศด้านประวัติบุคลากร คือ สารสนเทศที่ประกอบด้วยประวัติส่วนตัวของบุคลากรและประวัติการทำงาน
                                2.1.4 สารสนเทศด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน คือ สารสนเทศที่ประกอบด้วยข้อมูลผลงานและผลการปฏิบัติงานของบุคลากรรายบุคล
                                2.1.5 สารสนเทศด้านการจ่ายเงินเดือน คือ สารสนเทศที่ประกอบด้วยโครงสร้างเงินเดือน อัตราเงินเดือนของแต่ละบุคคล อัตราภาษีเงินได้ ข้อมูลค่าลดหย่อนส่วนบุคคล รวมทั้งรายได้หลังหักภาษีของแต่ละบุคคล
                2.2 สารสนเทศเชิงกลวิธี คือ สารสนเทศที่ได้รับจากการบริหารงานด้านต่างๆของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ดังนี้
                                2.2.1 สารสนเทศด้านการสรรหา คือ สารสนเทศที่ประกอบด้วยแหล่งจัดหาแรงงาน
                                2.2.2 สารสนเทศด้านการวิเคราะห์งาน คือ สารสนเทศที่ประกอบด้วยคำพรรณนางานและคุณลักษณะเฉพาะงาน
                                2.2.3 สารสนเทศด้านการควบคุมตำแหน่ง คือ สารสนเทศที่ประกอบด้วยโครงสร้างตำแหน่งงาน
                                2.2.4 สารสนเทศด้านการสวัสดิการและผลประโยชน์ คือ สารสนเทศที่ประกอบด้วยรายงานเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าสวัสดิการ
                                2.2.5 สารสนเทศด้านการพัฒนาและฝึกอบรมคือ สารสนเทศที่ประกอบด้วยแผนการฝึกอบรม และรายชื่อหลักสูตร
                2.3 สารสนเทศเชิงกลยุทธ์  คือ สารสนเทศที่ได้รับจากการวางแผนงานของผู้บริหารระดับสูง การกำหนดเป้าหมายของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว ซึ่งต้องพิจารณาถึงความต้องการแรงงานให้มีความสอดคล้องกับความต้องการใช้ทรัพยากรอื่นและมีความสัมพันธ์กับตลาดแรงงานในอนาคต เพื่อมั่นใจได้ว่าองค์การมีบุคลากรในจำนวนที่เหมาะสมและในเวลาที่ถูกต้อง ดังนั้นสารสนเทศมีความเกี่ยวข้องกับการวางแผนทรัพยากรมนุษย์ทั้งสิ้นสามารถจำแนกได้ 2 ประเภท คือ
                                2.3.1 สารสนเทศด้านการวางแผนอัตรากำลัง
                                2.3.2 สารสนเทศด้านการเจรจาต่อรองแรงงาน
กระบวนการทางธุรกิจของระบบสารสนเทศ
1. ระบบวางแผนอัตรากำลังคน  ถูกใช้เป็นเครื่องมือกำหนดความต้องการบุคลากรขององค์การในส่วนของอัตรากำลังคน คุณสมบัติของบุคลากรที่ตรงกับความต้องการของแต่ละงาน ซึ่งมีความสอดคล้องกับอุปทานที่มีอยู่ในตลาดแรงงาน โดยคำนึงถึงสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจค่าใช้จ่ายและเทคโนโลยีที่ใช้
                ในส่วนกระบวนการทางธุรกิจของระบบอัตราวางแผนกำลังคน เริ่มตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงทำการค้นคืนสารสนเทศภายในองค์การผ่านระบบอินทราเน็ต อีกทั้งค้นคืนสารสนเทศจากภายนอกองค์การผ่านระบบอินเตอร์เน็ต หลังจากนั้นจึงทำการนำเข้าข้อมูลผ่านโปรแกรมการวางแผนอัตรากำลังคน และนำออกสารสนเทศในรูปแบบของแผนอัตรากำลังคน ซึ่งคุณสมบัติของบุคคลในแต่ละหน้าที่งานและหน้าที่งานย่อยจากนั้นจึงส่งแผนอัตรากำลังคนให้ผู้บริหารระดับกลางทำการวิเคราะห์งานต่อไป
2. ระบบวิเคราะห์งาน เป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่องมาจากกิจกรรมของการวางแผนอัตรากำลังคนซึ่งจำเป็นต้องใช้สารสนเทศจากภายนอกส่วนหนึ่ง คือ สารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับงานและตำแหน่งงานของบริษัทคู่แข่ง สารสนเทศจากหน่วยงานของรัฐในส่วนของระเบียบข้อบังคับต่างๆ
3. ระบบสรรหาและคัดเลือก  ในส่วนกระบวนการทางธุรกิจของการสรรหาโดยการสร้างระบบเก็บรวบรวมผู้สมัครงานที่มีคุณสมบัติตรงกับลักษณะเฉพาะงานของตำแหน่งงานที่ว่าง องค์การอาจเลือกใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางหนึ่งของการประกาศรับสมัครงานก็ได้ โดยออกประกาศรับสมัครงานผ่านหลายช่องทางรวมทั้งเว็บไซต์อินเตอร์เน็ตด้วยเมื่อผู้สมัครทำการยื่นใบสมัครด้วยตนเองที่บริษัทที่เชื่อมโยงข้อมูลกับโปรแกรมรับสมัครงาน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบของผู้สมัครในขั้นต้นเพื่อรับเลือกเข้ารับการสัมภาษณ์
4. ระบบบุคลากร จะครอบคลุมถึงกระบวนการด้านการบรรจุเข้าทำงาน การบันทึกเวลาเข้าออก ซึ่งสารสนเทศที่ได้จากระบบบุคลากรจำเป็นต้องใช้ตลอดอายุการทำงานของแต่ละคน โดยจัดแบ่งข้อมูลเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับประวัติส่วนตัว และประวัติการทำงาน รวมทั้งทักษะความชำนาญการฝึกอบรม ผู้บริหารสามารถใช้สารสนเทศทั้งในการวางแผนในระดับกลวิธีและระดับกลยุทธ์ได้ โดยเฉพาะในกรณีที่องค์การต้องการขยายกิจการหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาด
5.ระบบจ่ายค่าจ้างและเงินเดือน  ในส่วนกระบวนการทางธุรกิจของระบบจ่ายค่าจ้างและเงินเดือน ณ วันสิ้นเดือนจะมีการประมวลผลโปรแกรมเงินเดือนเพื่อคำนวณรายได้สุทธิหรือเงินเดือนจ่ายบุคลากรโดยใช้ข้อมูลอัตราเงินเดือนจากแฟ้มข้อมูลบุคลากร ข้อมูลอัตราภาษีที่นำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากแฟ้มข้อมูลอัตราภาษี ข้อมูลค่าลดหย่อน รวมทั้งรายการหักอื่นๆ โปรแกรมจะทำการคำนวณตัวเลขเงินเดือนจ่ายประจำเดือนและจัดเก็บข้อมูลไว้ที่แฟ้มจัดเก็บเงินเดือนพร้อมทั้งจัดพิมพ์ใบจ่ายให้แต่ละคนไว้เป็นหลักฐานการจ่ายเงินเดือนโอนข้อมูลลงแผ่นบันทึก เพื่อนำส่งธนาคารให้ทำการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากแต่ละบุคคล
6. ระบบประเมินผลการปฏิบัติงาน  เริ่มตั้งแต่เจ้าหน้าที่ใช้โปรแกรมประเมินผลการปฏิบัติงานรับเข้าข้อมูลบุคลากร การทำงาน ผลงาน การประเมินซึ่งมีการจัดเก็บหัวข้อประเมิน เงื่อนไขและวิธีการประเมินเพื่อสร้างใบประเมินผล การปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับนโยบายด้านการประเมินผลขององค์การและส่งใบประเมินผลให้ผู้ประเมินทำการประเมินผลผู้ใต้บังคับบัญชาผ่านทางอินทราเน็ต เมื่อได้รับผลการประเมินแล้วระบบจะจัดเก็บไว้ในแฟ้มข้อมูลผลการประเมินส่งให้ผู้บริหารพิจารณาปรับเงินเดือน หลังจากนั้นระบบจะออกเอกสารผลการประเมินที่รวมถึงข้อมูลการปรับเงินเดือนเพื่อนำส่งให้บุคลากรรับทราบ ตลอดจนรายงานการประเมินผลการปฏิบัติงาน รายงานการปรับเงินเดือน และรายงานสถิติคะแนนเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ
7. ระบบพัฒนาและฝึกอบรม เริ่มตั้งแต่มีการใช้โปรแกรมพัฒนาบุคลากรเพื่อจัดทำแผนการฝึกอบรมบุคลากรซึ่งระบุถึง หลักสูตร วันที่ ฝึกอบรมและตำแหน่งงานที่เข้ารับการฝึกอบรม หลังจากฝึกอบรมเสร็จสิ้นแล้วระบบจะออกรายงานประเมินผลการฝึกอบรมรายงานค่าใช้จ่ายในการฝึกและรายงานฝึกอบรมประจำปีเพื่อนำเสนอผู้บริหารใช้พิจารณาและตัดสินใจด้านการโยกย้ายงาน รวมทั้งการเลื่อนตำแหน่งงาน
8. ระบบสวัสดิการและผลประโยชน์  จะครอบคลุมถึงกระบวนการวางแผนด้านผลประโยชน์ของบุคลากรและการจ่ายค่าสวัสดิการบุคลากรตลอดจนผลประโยชน์อื่น นอกเหนือจากค่าจ้างแรงงาน เพื่อเป็นการธำรงรักษาบุคลากรให้มีขวัญและกำลังใจในการทำงานและปฏิบัติงานได้เต็มความรู้ความสามารถ
                ในขั้นแรกผู้บริหารต้องมีการวางแผนด้านผลประโยชน์ของบุคลากรถือเป็นหน้าที่ของผู้บริหารต้องแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับค่าสวัสดิการและผลประโยชน์ให้ทราบ การจ่ายค่าผลประโยชน์จะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและผลกำไรที่ธุรกิจได้รับ
                ในส่วนกระบวนการทางธุรกิจของระบบสวัสดิการและผลประโยชน์เริ่มตั้งแต่ผู้บริหารระดับกลางใช้โปรแกรมวางแผนผลประโยชน์เพื่อนำเข้าข้อมูล 2 ส่วน คือ ข้อมูลจากภายนอกในส่วนของข้อมูลด้านผลประโยชน์ของคู่แข่งและข้อบังคับของรัฐบาลและข้อมูลจากภายในในส่วนของข้อมูลบุคลากรตลอดจนอัตราการหมุนเวียนเข้าออกจากงาน
                ในขั้นต่อไปเป็นส่วนของการใช้สิทธิของบุคลากรเกี่ยวกับการเบิกค่าสวัสดิการตลอดจนผลประโยชน์ที่ได้รับ บุคลากรสามารถเบิกขอใช้สิทธิเบิกค่าใช้จ่ายได้ตามระเบียบที่กำหนดไว้โดยการธุรกิจของการใช้สิทธิ เริ่มตั้งแต่บุคลากรนำหลักฐานการเบิกเงินมายื่นขอใช้สิทธิเบิกค่าสวัสดิการ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานถูกต้องจะบันทึกขอการใช้สิทธิ โดยใช้ข้อมูลจากแฟ้มข้อมูลบุคลากรจึงทำการเบิกจ่ายเงินค่าสวัสดิการให้แก่บุคลากร เมื่อถึงสิ้นเดือนโปรแกรมจะออกรายงานการขอใช้สิทธิและรายงานการเบิกจ่ายค่าสวัสดิการให้แก่บุคลากร โดยมีการเปรียบเทียบกับตัวเลขทางงบประมาณให้ผู้บริหารใช้ในการพิจารณาและตัดสินใจ
เทคโนโลยีทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์
1. โปรแกรมสำเร็จรูปด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ คือ ซอฟแวร์เชิงพาณิชย์ประเภทหนึ่งที่วางขายอยู่ในตลาดซอฟแวร์ ถูกพัฒนาขึ้นใช้กับงานด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ จำเป็นต้องใช้ร่วมกับระบบจัดการฐานข้อมูล(ดีบีเอ็มเอส) เพื่อสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ สามารถออกเอกสารและรายงานทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
                1.1 โปรแกรมบันทึกเวลาการทำงาน ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ระบบกาบันทึกเวลาการทำงานเพื่อจัดการดูแลการปฏิบัติงานของบุคลากรตามหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมาย
                1.2 โปรแกรมการจ่ายเงินเดือน เป็นการรวมสามมอดูลเข้าด้วยกัน ได้แก่ มอดูลบุคลากร มอดูลการลางานและมอดูลการจ่ายเงินเดือน จำเป็นต้องมีมอดูลการบันทึกข้อมูลพื้นฐาน
                1.3 โปรแกรมการบริหารทุนด้านมนุษย์
2. การใช้งานอินทราเน็ต
                คือ ระบบเครือข่ายที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้งานเฉพาะภายในองค์การตั้งอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐานผลิตภัณฑ์อินเทอร์เน็ตและเวิลด์ไวด์เว็บ ถือเป็นข้อได้เปรียบในแง่ที่ว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตอยู่บ้างแล้ว ทำให้เป็นการง่ายสำหรับที่จะเรียนรู้สำหรับการใช้อินทราเน็ต เพื่อเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงข้อมูลและสารสนเทศขององค์การ
                นอกจากนี้หน่วยงานด้านทรัพยากรมนุษย์จะสามารถส่งข่าวสารซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
                Laudon and Laudon (2005, p. 136) ให้ตัวอย่างการใช้งานระบบประยุกต์ด้านอินทราเน็ต ดังนี้
                1. การประชาสัมพันธ์ปฏิทินที่ระบุเหตุการณ์ต่างๆของบริษัท โดยเฉพาะแผนการประชุมครั้งใหญ่โดยบุคลากรจะสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มลงทะเบียนการเข้าประชุม พร้อมทั้งส่งข้อมูลลงทะเบียนไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบในระบบออนไลน์ได้
                2. บุคลากรทำการประมลผลตารางเวลาทำงานตลอดจนรายงานค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและเบี้ยหวัดของแต่ละบุคคลผ่านระบบอินทราเน็ตได้ด้วยตนเอง
                3. บุคลากรใช้ระบบบริหารข้อมูลบุคลากรได้ด้วยตนเองผ่านระบบอินทราเน็ต เช่น การเปลี่ยนที่อยู่ การสมัครเข้าโครงการผลประโยชน์ การเปลี่ยนแปลงผลประโยชน์ อันสืบเนื่องการเปลี่ยนสถานภาพการสมรสหรือการมีบุตร ส่วนผู้บริหารใช้ระบบอินทราเน็ตเพื่อแก้ไขข้อมูลการจ่ายผลประโยชน์หรือแผนส่งเสริมการจ่ายผลประโยชน์ใดๆก็ตาม

3. การบริหารทรัพยากรมนุษย์
เป็นการสื่อสารเฉพาะภายในองค์การเท่านั้นการบริหารทรัพยากรมนุษย์จำเป็นต้องสื่อสารกับบุคคลภายนอกองค์การด้วย ตลอดจนองค์การคู่แข่งขันทางธุรกิจ อินเทอร์เน็ต คือ เทคโนโลยีที่ใช้สำหรับการสื่อสารและการประสานงานระหว่างบุคคลภายในและภายนอกองค์การ มีการพัฒนาระบบสารสนเทศบนเว็บ เพื่อรองรับกระบวนการทำงานด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ทางอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะเว็บศูนย์รวมด้านทรัพยากรมนุษย์ที่ใช้เป็นแหล่งประชาสัมพันธ์การรับสมัครงาน บริการว่าจ้างงานออนไลน์ และบริการฝึกอบรมออนไลน์ซึ่งอธิบายแยกหัวข้อ ดังนี้
3.1 การจัดองค์การเสมือนจริง คือ รูปแบบองค์การที่มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพและทันสมัย มีการเชื่อมโยงการติดต่อสื่อสารระหว่างกันไม่ว่าผู้ส่งข่าวสารและผู้รับข่าวสารจะอยู่ ณ ที่แห่งใด
                การจัดองค์การเสมือนจริงนิยมใช้กับงานด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ไม่ว่าบุคลากรจะอยู่ที่ใด ก็สามารถสื่อสารถึงกันได้เสมือนหนึ่งอยู่ในสำนักงานเดียวกัน สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันอย่างกว้างขวาง
                3.1.1 การประชุมทางไกล คือ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งยินยอมให้กลุ่มบุคคลประชุมกันผ่านโทรศัพท์หรือซอฟแวร์การสื่อสารผ่านกลุ่มอีเมล์ ในเวลาที่ต้องการ
                3.1.2 การประชุมผ่านวีดีทัศน์ คือ การประชุมทางไกลที่ผู้ประชุมสามารถเห็นหน้ากันได้ผ่านจอวีดิทัศน์ซึ่งการประชุมแบบนี้นิยมใช้อย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นการประหยัดเวลาและต้นทุน
3.2 การสรรหาอิเล็กทรอนิกส์ คือ กระบวนการเสาะหา ทดสอบ และตัดสินใจสำหรับการว่าจ้างงานขององค์การผ่านเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ตที่สามารถใช้โปรแกรมค้นหาใบประวัติส่วนตัว ประสบการณ์การศึกษาและการทำงาน มีคุณสมบัติเหมาะกับความต้องการของตำแหน่งงาน อาจมีการใช้เครือข่ายที่กว้างขวางของการสรรหาออนไลน์ที่จะเข้าถึงตัวผู้สมัครจำวนมาก เพื่อนำไปสู่การค้นพบผู้สมัครที่ดีกว่าด้วยต้นทุนด้านการสรรหาที่ต่ำกว่าการสรรหาโดยวิธีปกติ
3.3 เว็บศูนย์รวมด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ คือ มีสารสนเทศจำนวนมากที่สามารถนำมาใช้เป็นข้อเปรียบเทียบด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ในรูปแบบของเว็บศูนย์รวมที่เป็นส่วนตัวขององค์การใดองค์การหนึ่ง
3.4 การประเมินผลการปฏิบัติงานทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ มีหน้าที่ประเมินผู้ใต้บังคับบัญชาโดยบันทึกผลการประเมินลงบนแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ สารสนเทศที่ได้จากการประเมินผลจะสามารถใช้ในงานด้านการตัดสินใจ นอกจากนี้ยังมีงานด้านการทบทวนค่าจ้างซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการประเมินผลการปฏิบัติงาน
3.5 การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ คือ เทคโนโลยีที่นำมาใช้ในงานด้านการพัฒนาและฝึกอบรมบุคลากร ต้องมีการวางแผนชั้นเรียนและพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมตามความต้องการขององค์การและบุคลากรในองค์การ การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้รายบุคคล ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย เพื่ออธิบายคำสอนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยอาจทำการพัฒนาคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอัจฉริยะหรือการสร้างโปรแกรมการเรียนทางไกล ผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารก็ได้ แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ ดังนี้
                รูปแบบที่ 1 การสื่อสารแบบประสาเวลา โดยผู้สอนและผู้เรียนจะอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันของการสอนและสามารถโต้ตอบกันได้ถึงแม้ว่าจะอยู่กันคนละสถานที่ก็ตาม
                รูปแบบที่ 2 การสื่อสารแบบไม่ประสานเวลา โดยผู้สอนและผู้เรียนจะไม่สามารถโต้ตอบกันได้ภายในเวลาหรือสถานที่เดียวกัน
 อ้างอิง ผศ. รุจิจันทร์ พิริยะสงวนพงศ์   สารสนเทศทางธุรกิจ  ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) 

คำถามท้ายบทที่ 4

คำถามท้ายบทที่ 4
1. จงอธิบายความสัมพันธ์ของระบบประมวลผลธุรกรรม และระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
= มีความสัมพันธ์กันเนื่องจากระบบประมวลผลธุรกรรมหรือทีพีเอส คือ จุดขององค์ประกอบต่างๆ เช่น บุคลากร กระบวนการเป็นต้นซึ่งระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการหรือ เอ็มไอเอส คือระบบที่ใช้สนับสนุนการทำงานของผู้จัดการระดับล่า ระดับกลางเพื่อนำเสนอรายงาน เป็นต้น ซึ่งทั้งสองระบบนี้จะทำการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกรวมกัน
2. จงยกตัวอย่าง องค์ประกอบด้านการพัฒนากลยุทธ์ของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
                = นำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดจำเป็นต้องมีการวางแผนหรือการนำกลยุทธ์ต่างๆมาใช้ในการโฆษณาเป็นต้น
3. หากท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านห้องแล็บของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ท่านจะพิจารณาเลือกใช้เทคโนโลยีทางการจัดการประเภทใด เพราะเหตุใด
                = ระบบผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากเป็นระบบที่มีโครงสร้างทางการจัดการที่ดีเหมาะสำหรับที่จะนำมาใช้ในโรงพยาบาลเพราะถ้าหากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับระบบนี้เกิดตายไประบบก็ยังสามารถใช้ได้ตามปกติ อีกทั้งยังใช้ในด้านการติดตาม งานระบบที่ซับซ้อนได้และสามารถพัฒนาแผนการตลากสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ได้อีกด้วย
4. ระบบสารสนเทศประเภทใดที่จัดเป็นระบบสารสนเทศระดับสูง ซึ่งมีการนำข้อมูลจากระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการมาใช้เพื่อการประมวลผลสารสนเทศเชิงกลยุทธ์
                = ระบบสนับสนุนผู้บริหาร
5. จงจำแนกประเภทของระบบสารสนเทศทางธุรกิจของธุรกิจโทรคมนาคม
                = 1. การรับส่งข้อมูลโดยใช้เทคโนโลยีแบบ Packet – switched
                2. บริการโทรสาร
                3. บริการเปลี่ยนรหัสหรือรูปแบบข้อมูลเป็นต้น
6. เพราะเหตุใด ธุรกิจจึงต้องมีการพัฒนาด้านระบบสารสนเทศตามยุคสมัย
                = เนื่องจากในปัจจุบันมีการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเป็นจำนวนมากมนุษย์ล้วนแล้วแต่หาสิ่งที่นำพาความสะดวดสบายมาใช้ในชีวิตประจำวันเปรียบได้เสมือนกับธุรกิจที่จะต้องมีการพัฒนาอยู่เสมอเพื่อที่จะได้นำสินค้าหรือบริการออกมาจำหน่ายให้ตรงกับความต้องการของลูกค่อยู่เสมอ
7. การใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและการตัดสินใจ มักจะมีความเกี่ยวข้องกับการพาณิชย์อิเล็กทรอนิคส์และการพาณิชย์เคลื่อนที่อย่างไร จงอธิบาย
                = มีความเกี่ยวข้องกันคือ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและการตัดสินใจ คือ การนะเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารให้มีความถูกต้องแลแม่นยำขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจทางด้านไหนก็ตามซึ่งมีลักษณะที่คล้ายกับการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และการพาณิชย์เคลื่อนที่นั่นเอง เนื่องจากทั้งสองอย่างนี้ก็เป็นการทำธุรกรรมด้านต่างๆโดยอาศัยระบบสารสนเทศมาช่วยในการทำธุรกิจเช่นกัน
8. บทบาทของผู้บริหารด้านข้อมูลข่าวสารและด้านการตัดสินใจมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร
                = มีความสัมพันธ์กันเนื่องจากในกรณีที่ผู้บริหารเกิดความต้องการตัดสินใจเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นจะทำการตัดสินใจเลยไม่ได้จะต้องทำการศึกษาข้อมูลนั้นก่อนที่ทำการตัดสินใจ
9. เทคโนโลยีความจริงเสมือนมักถูกนำมาใช้กับงานด้านใดบ้าง
                = มีการฝึกอบรมในหลายสาขา เช่น การทหาร การแพทย์ การศึกษา การประเมิน การออกแบบ การศึกษาด้านเฮอร์โกโมฟิกส์ เป็นต้น
10. เพราะเหตุใดกลุ่มผู้ตัดสินใจของระบบสนับสนุนการตัดสินใจกลุ่มจึงเกิดความเป็นอิสระและกล้าแสดงความคิดเห็นโดยไม่หวั่นเกรงข้อโต้แย้งใดๆ
                = เนื่องจากระบบสนับสนุนการตัดสินใจกลุ่มได้นำโปรแกรม จีดีเอสมาใช้ในการประชุมโดยที่ไม่ต้องระบุชื่อ ดังนั้นโปรแกรมนี้จึงช่วยให้ผู้นำข้อมูลเกิดความเชื่อมั่นในความเหมาะสมของการประเมิน